พลิกโฉมข้าวไทยด้วยพลังชุมชนสู่มาตรฐานโลก สร้างรากฐานเกษตรยั่งยืน

16.02.26 | 16:46 น.

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการอาหารปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ‘ข้าว’ ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของไทย หากแต่คือรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของเกษตรกรนับล้านครัวเรือน การพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทิศทางสำคัญของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ที่กำหนดให้การเกษตรเป็นหนึ่งในกลไกหลักสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

พลังชุมชน สู่อนาคตข้าวไทยที่ยั่งยืน

หนึ่งในปัญหาของภาคการผลิตข้าวไทย คือการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ในแต่ละปีประเทศไทยต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 1.4 ล้านตัน แต่ระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานกลับผลิตได้เพียงครึ่งเดียว ภาระจึงตกอยู่กับชาวนา ผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด

รัฐพงศ์ มีกุล นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ อธิบายบทบาทของ ‘ศูนย์ข้าวชุมชน’ ว่าเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องว่างนี้

Advertisement

ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นองค์กรเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การดูแลของกรมการข้าว เพื่อให้การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์มีเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนหน่วยงานในการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ทั้งด้านความรู้ทางวิชาการ และความรู้ด้านเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้สามารถสร้างความเข็มแข็งในพื้นที่ของเขาได้”

ศูนย์ข้าวชุมชน องค์กรชาวนาที่บริหารจัดการกันเองภายใต้แนวคิด โดยชาวนา เพื่อชาวนา ปัจจุบันมีศูนย์ข้าวชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 4,700 แห่ง ครอบคลุม 75 จังหวัดทั่วประเทศ ทำหน้าที่ผลิต กระจายเมล็ดพันธุ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน

ถ้าไม่มีศูนย์ข้าวชุมชน จะไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรชาวนาอื่นอีกแล้วที่จะดำเนินการเรื่องนี้ เขาอยู่ในพื้นที่ มีความใกล้ชิดกับเกษตรกรมากกว่าหน่วยงานราชการอื่นๆ การมีศูนย์ข้าวชุมชนทำให้ไม่ลำบากในการเข้าถึง เช่น เรามีขาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่เขาอยู่ยโสธร ไม่มีทางที่เขาจะเดินทางมาซื้อเมล็ดพันธุ์แค่ 1 กระสอบเพื่อจะไปปลูก ดังนั้นเมล็ดพันธุ์กระสอบนี้ที่เขาต้องการ ถ้ามีอยู่ในชุมชนแล้วสามารถเข้าถึงได้ นั่นคือความยั่งยืน” รัฐพงศ์ กล่าวเสริม

ข้าวอินทรีย์ ทางรอดของเกษตรกรไทย

จากต้นน้ำของเมล็ดพันธุ์ การผลิตข้าวอินทรีย์กลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบของอนาคตเกษตรไทย ระบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีตั้งแต่แปลงนา โรงสี ไปจนถึงการจัดเก็บ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูดิน น้ำ และระบบนิเวศ แต่ยังตอบโจทย์ตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

วรินทร เกตุพล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด ย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ว่า ช่วงกลางปี พ.ศ. 2559 โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ ได้เข้ามาในพื้นที่จังหวัดยโสธร ก่อนจะเริ่มดำเนินการในช่วงปี พ.ศ. 2560 – 2564 โดยจังหวัดยโสธรได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ระยะแรก

แม้ก่อนหน้านั้นจะมีเกษตรกรบางส่วนทำข้าวอินทรีย์อยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการยื่นขอรับรองมาตรฐาน ทำให้การทำนาอินทรีย์ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ

พอมีโครงการเข้ามา มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรรู้จักมากขึ้น ในเรื่องขององค์ความรู้การผลิตข้าวอินทรีย์ ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริม ทำให้เกษตรกรสนใจ แต่เกษตรกรที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานอินทรีย์ จะต้องผ่านการอบรม ฉะนั้น หน่วยงานในพื้นที่ต้องเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร เมื่อมีความรู้แล้วก็นำไปปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน และยื่นขอการรับรองที่หน่วยงานของกรมการข้าว” วรินทร ให้ข้อมูล

ICS กลไกยกระดับมาตรฐานด้วยพลังกลุ่ม

เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงมาตรฐานอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด เดินหน้าส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐาน Organic Thailand ผ่าน ‘ระบบควบคุมภายในแบบกลุ่ม’ หรือ ICS สร้างความรู้ ความเข้าใจ ตั้งแต่การจัดการแปลง การบริหารกลุ่ม การตรวจประเมินภายใน ไปจนถึงการขอรับรองมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การจัดทำระบบควบคุมภายใน ICS คือการใช้เอกสารในการประกันคุณภาพ เกษตรกรเองต้องมีการตรวจแปลงของสมาชิกเป็นประจำทุกปี มีการจัดทำคู่มือกลุ่ม ประกอบด้วย ประวัติกลุ่ม วัตถุประสงค์ นโยบาย โครงสร้าง บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละฝ่าย ที่สำคัญต้องมีการตรวจติดตามคุณภาพภายในกลุ่ม เอกสารต่างๆ ตั้งแต่ บก. 1 – 9 ซึ่งเป็นเอกสารประกันคุณภาพของกลุ่ม ฉะนั้นกลุ่มเกษตรกรที่ขอการรับรองแบบกลุ่มจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่ารายเดี่ยว เพราะมีการสอดส่องกันเองในกลุ่มด้วย”

ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดโลก

ในยุคการแข่งขันทางการค้าระดับโลก คุณภาพและมาตรฐานสินค้ากลายเป็นหัวใจสำคัญของการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ‘ศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าข้าวไทย

เนื่องจากประเทศในอาเซียนมีข้าวเป็นสินค้าหลัก และประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ทำให้มีการแข่งขันสูง ศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ดจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ เน้นคุณภาพ และมาตรฐานข้าว เพื่อให้แข่งขันได้ และเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยด้วย” วรินทร อธิบาย

ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังไม่มีการกีดกันทางการค้าด้านมาตรฐานข้าว แต่เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ระบบ GAP Seed และ GAP Grain จึงถูกนำมาใช้ เพื่อตรวจสอบและรับรองตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ กระบวนการผลิต จนถึงการแปรรูปข้าว เพื่อให้สินค้าข้าวมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมี ตรารับรอง Q หรือเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

สำหรับผลผลิตที่ได้รับการรับรอง GAP หรือข้าวอินทรีย์ จะกลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับโรงสีข้าว GMP เกิดเป็นข้าวสารคุณภาพดีที่ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก

จากเมล็ดพันธุ์ในมือชาวนา สู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานที่ตลาดโลกยอมรับ ศูนย์ข้าวชุมชนและศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด ภายใต้การสนับสนุนของกรมการข้าว คือพลังร่วมที่กำลังขับเคลื่อนข้าวไทยอย่างเป็นระบบ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ