เสียงสะท้อนจากกุมารแพทย์ ในวันที่โรค IPD ป้องกันได้ แต่เด็กไทยยังไร้วัคซีน

18.02.26 | 14:44 น.

ท่ามกลางการพัฒนาด้านระบบสาธารณสุขไทยที่ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่โรคติดเชื้อที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนกลับยังคงเป็นภัยร้ายสำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะ โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD)” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ แม้ในหลายประเทศทั่วโลกจะมีการบรรจุวัคซีนป้องกันโรค IPD ไว้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม แต่ประเทศไทยยังไม่มีการจัดสรรวัคซีนดังกล่าวไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิ่งนี้จึงกลายเป็นคำถามสำคัญของสังคม ถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็กไทย

เสียงสะท้อนในประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งโดย นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ นายแพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราช และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “Infectious ง่ายนิดเดียว” ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลความรู้ด้านโรคติดเชื้อออกสู่สาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงวิชาการให้เกิดการรับรู้ของสังคม ได้ออกมาให้ข้อมูลและสะท้อนมุมมองในฐานะแพทย์ผู้ดูแลเด็กมายาวนานเกือบ 20 ปี พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้า แต่ทำไมเด็กไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส” คืออะไร เหตุใดจึงต้องให้ความสำคัญ

นพ.ทรงเกียรติ อธิบายว่า โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือ IPD (Invasive Pneumococcal Disease) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยเชื้อชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม และสามารถลุกลามจนเกิดภาวะรุนแรงได้ ซึ่งโดยทั่วไปเชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในลำคอของเด็กได้โดยไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ในเด็กบางรายโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง เชื้ออาจพัฒนาไปสู่โรคที่รุนแรงได้ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อแก้วหูอักเสบ ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว

Advertisement

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจำนวนมากในระดับหลักหมื่นถึงหลักแสนราย หากจำแนกเฉพาะการติดเชื้อนิวโมคอคคัส คาดว่ามีผู้ป่วยประมาณ 5,000 – 7,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตระดับหลักร้อยรายต่อปี โดยในทางปฏิบัติภาพที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลสะท้อนความรุนแรงของโรคได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีเด็กจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะไข้ชัก ต้องเข้ารับการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อวินิจฉัย บางรายต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ หรืออาจต้องเจาะระบายหนองออกจากปอด และในกรณีที่รุนแรงที่สุดอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนต้องตัดแขนหรือตัดขา

แม้บางหน่วยงานจะบอกว่าพบผู้ป่วยน้อยเพียงจังหวัดละไม่กี่คน แต่ในฐานะหมอหน้างาน ผมและเพื่อนร่วมวิชาชีพเจอเคสเหล่านี้ทุกปี ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าในเมื่อการแพทย์เราเจริญแล้ว ทำไมเด็กเหล่านี้ยังต้องมาป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้” นพ.ทรงเกียรติ ตั้งคำถาม

วัคซีน PCV ทางรอดเด็กไทย แต่ทำไมยังต้องรอ

ปัจจุบัน การป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนเฉพาะทาง อย่าง วัคซีน PCV (Pneumococcal Conjugate Vaccine) ซึ่งมีข้อมูลยืนยันจาก สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่เผยแพร่ข้อมูลอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับผลการศึกษาความคุ้มค่า “วัคซีน PCV” สำหรับป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (IPD) โดยเป็นการเปรียบเทียบระหว่างปี 2566 และ 2568 ว่าสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการเสียชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในเด็กเล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ

นพ.ทรงเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกว่า 170 ประเทศทั่วโลกได้มีการบรรจุวัคซีน PCV ไว้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติแล้ว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้มีการบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาความคุ้มค่าด้านงบประมาณและจำนวนผู้ป่วย โดยมีการอ้างว่าจำนวนผู้ป่วยโรค IPD มีเพียงหลักร้อยรายต่อปี แต่ในมุมมองของแพทย์นั้นมองว่า วัคซีนมีหลายสูตรตามจำนวนสายพันธุ์ ซึ่งสามารถเลือกสูตรที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในไทย และมีต้นทุนต่อเข็มในระดับที่บริหารจัดการงบประมาณได้ เมื่อเทียบกับประโยชน์ระยะยาวในการลดความสูญเสียและภาระการรักษาในระบบสาธารณสุข

การลงทุนกับวัคซีนถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแต่เงียบที่สุด ในต่างประเทศเห็นผลชัดเจนว่าจำนวนเด็กป่วยลดลงตามแนวคิดที่ว่า โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนไม่ควรมีเด็กต้องมาป่วย หากบรรจุวัคซีน PCV ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพจะช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยดีขึ้น เพราะเด็กจะป่วยน้อยลง ลดอัตราการเสียชีวิตหรือพิการ ทำให้จำนวนเตียงว่างมากขึ้น และบุคลากรทางการแพทย์ก็จะมีภาระงานลดลง” นพ.ทรงเกียรติ กล่าว

ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้ ในวันที่วัคซีนอยู่ไกลเกินเอื้อม

ประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรค IPD หรือวัคซีน PCV นพ.ทรงเกียรติ สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งนี้ยังคงเป็นคำถามสำคัญของสังคมไทยในทุกวันนี้ เพราะแม้ว่าวัคซีนจะมีบทบาทชัดเจนในการลดความรุนแรง ลดการเสียชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนในเด็กเล็ก แต่ยังไม่ได้มีการบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้โอกาสในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละครอบครัว ซึ่งวัคซีนดังกล่าวมีราคาประมาณเข็มละ 2,800 บาท และต้องฉีดอย่างน้อย 4 เข็ม หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็อยู่ที่กว่า 10,000 บาท จึงทำให้เด็กในครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์สามารถเข้าถึงวัคซีนได้เอง ขณะที่เด็กอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งครอบครัวไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ จึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงของปอดอักเสบรุนแรง การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอาจต้องนอนโรงพยาบาลยาวนานหลายสัปดาห์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเหลื่อมล้ำที่น่าตั้งคำถามต่อสังคมอย่างมาก

นอกจากนี้ นพ.ทรงเกียรติ ยังระบุอีกว่า โรคนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แพทย์ทุกคนไม่อยากเห็นเด็กต้องติดเชื้อ เสียชีวิต หรือพิการจากโรคที่มีเครื่องมือป้องกันอยู่แล้ว จึงอยากเสนอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณานโยบายมองเห็นถึงความคุ้มค่าในระยะยาว มากกว่าพิจารณาเพียงจำนวนผู้ป่วยหรือเปรียบเทียบต้นทุนวัคซีนกับค่ารักษาเฉพาะหน้า เพราะ การป้องกันสำคัญกว่าการตามรักษา” พร้อมชวนสังคมตั้งคำถามว่า ในเมื่อโรค IPD เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แล้วเหตุใดเราจึงจะต้องยอมให้ความเสี่ยงนี้ตกอยู่กับเด็กเพียงเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรมีครอบครัวใดที่ต้องรอคอยโอกาสในการปกป้องชีวิตลูกของตนเอง

อยากฝากว่าโรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน หมอทุกคนไม่อยากเห็นเด็กต้องมาติดเชื้อ เสียชีวิต หรือพิการ ขอให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาความคุ้มค่าในระยะยาว อย่ามองเพียงว่าจำนวนเคสน้อยหรือมองว่าค่ารักษามันถูกกว่าค่าวัคซีน เพราะการป้องกันไม่ให้เกิดโรคสำคัญกว่าการตามรักษาในภายหลัง และเราไม่อยากให้เกิดความเสี่ยงแม้แต่เคสเดียว” นพ.ทรงเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย