วิกฤตพลังงานโลกในปี 2569 กำลังเป็นความท้าทายสำคัญที่กระทบหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่มีความรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และโครงสร้างราคาพลังงานที่แท้จริง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้มาฉายภาพรวม และเหตุผลเบื้องหลังความผันผวนที่คนไทยกำลังเผชิญ
วิกฤตครั้งนี้ “หนักกว่าที่เคย” เพราะเกิดในจุดศูนย์กลางโลกพลังงาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ประเมินว่า วิกฤตรอบนี้รุนแรงกว่าสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 เนื่องจากเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันหลักของโลก
หัวใจสำคัญอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีปริมาณผ่านสูงถึงประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซ LNG จากกาตาร์อีกจำนวนมาก เท่ากับทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลก “หายไป” หลายร้อยล้านบาร์เรล ผลที่ตามมาคือภาวะ Supply Shock ประเทศต่างๆ แห่กว้านซื้อ รวมถึงราคาพลังงานทุกชนิดพุ่งขึ้นทันที
และที่น่ากังวลคือ สถานการณ์มีแนวโน้ม “ยืดเยื้อ” ไม่จบในระยะสั้น เพราะเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายถอยยาก

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่น้ำมัน
แม้ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรหลัก แต่ผลกระทบกำลังลามไปทั้งห่วงโซ่พลังงานและอุตสาหกรรม อาทิ
- ปุ๋ย (ยูเรีย/แอมโมเนีย) ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกสำคัญ
- LPG (ก๊าซหุงต้ม) ที่ไทยใช้อ้างอิงราคาจากซาอุดีอาระเบีย
- LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ไทยนำเข้าประมาณ 30% ของความต้องการ
ราคาในตลาดจร ที่เรียกว่า Spot LNG พุ่งจาก ~10 เป็น ~18 ดอลลาร์/ล้าน BTU หรือเกือบ 80% ในเวลาไม่นาน ซึ่งจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้า (ค่า FT) ในงวดถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุปคือ วิกฤตนี้กำลัง “ดันต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
ไทย “มีน้ำมันพอ” แต่ “ความตื่นตระหนก” คือความเสี่ยง
หนึ่งในประเด็นที่สังคมกังวลคือ “น้ำมันจะขาดแคลนหรือไม่” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ย้ำชัดว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง รวมทั้งที่อยู่ในคลังและกำลังเดินทาง เดิมอยู่ที่ประมาณ 65 วัน และเพิ่มเป็นกว่า 90 วัน หลังเกิดวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงแรกไม่ใช่การขาดแคลน แต่เป็น “ปัญหาโลจิสติกส์” จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ส่งผลให้ระบบขนส่งต้องปรับตัว เห็นได้จากยอดขายดีเซลที่จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 65 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็นราว 130 ล้านลิตรต่อวัน

อีกมุมของ “โรงกลั่น” ที่มักถูกเข้าใจผิด
ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามมากที่สุดคือ “ค่าการกลั่น” ที่พุ่งสูงขึ้นจากเฉลี่ย 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าโรงกลั่นกำลังกักตุนหรือได้กำไรเกินควรหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน อธิบายว่า ค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin: GRM) คือ “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากการกลั่น กับราคาน้ำมันดิบที่นำเข้ามา มีไว้เพื่อวัดประสิทธิภาพในการทำกำไรขั้นต้น ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น
เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้หักต้นทุนจริงจำนวนมาก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตอย่างค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย
นอกจากนี้ ค่าการกลั่นควรพิจารณาเป็นรายไตรมาส หรือรายปี ไม่ใช่ดูเพียงช่วงสั้นๆ จากบทเรียนปี 2565 ที่ช่วงต้นปีดูเหมือนกำไรดี แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกตกลงในช่วงปลายปี โรงกลั่นก็เผชิญภาวะขาดทุนจนแทบไม่เหลือกำไร
ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่อง “การกักตุนน้ำมัน” โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ชี้ว่า โรงกลั่นเป็นระบบอุตสาหกรรมที่ต้องเดินเครื่องอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่สามารถหยุดการผลิตหรือกักตุนน้ำมันไว้ได้ จากข้อจำกัดของระบบและการจัดเก็บ อีกทั้งยังมีการตรวจสอบสต็อกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิต โดยมีเจ้าหน้าที่กำกับดูแลอยู่ตลอด ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว จึงไม่สามารถ “กักตุน” หรือชะลอการขายได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ
กองทุนน้ำมัน: กลไก “พยุงราคา”
ในภาวะที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง รัฐบาลเลือกใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชนมากเกินไป
กลไกนี้ทำงานแบบง่ายๆ คือ เมื่อราคาน้ำมันจริงควรปรับขึ้น รัฐจะนำเงินจากกองทุนมาช่วย “จ่ายแทนบางส่วน” ทำให้ราคาหน้าปั๊มยังคงอยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเผยว่า การอุดหนุนในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้สถานะกองทุนที่เคยเป็นบวก กลับติดลบอย่างรวดเร็ว และถ้าต้องชดเชยในอัตรานี้อาจต้องใช้เงินสูงถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในระยะยาว ภาครัฐอาจต้องเข้ามารับภาระเพิ่มเติม จึงเป็นมาตรการที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบคอบ
ทางออกในภาวะวิกฤต
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ฝากถึงประชาชนว่าแม้สถานการณ์จะสร้างความกังวล แต่ระบบพลังงานไทยมีการเตรียมความพร้อมรองรับไว้แล้ว
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการประหยัดพลังงาน อาทิ ลดการใช้รถที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือทางเดียวกันไปด้วยกัน (Carpooling) เพราะทุกการลดใช้พลังงาน หมายถึงการลดภาระการนำเข้า และช่วยพยุงเสถียรภาพพลังงานของประเทศในภาพรวม
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น แต่คือภาพสะท้อนของโลกที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และพลังงาน การรับมือจึงไม่ใช่แค่การตรึงราคา แต่คือการ “เข้าใจโครงสร้าง” และปรับตัวอย่างมีเหตุผล เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความเข้าใจ คือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของทั้งรัฐและประชาชน

