ในสภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ และความผันผวนของตลาดการลงทุนที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทน ระยะเวลาผูกพันสั้น และมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งถือเป็นช่องว่างในตลาดที่บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งพยายามเข้ามาเติมเต็ม
ฟิลลิปไลฟ์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของฟิลลิป แคปปิตอล กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ ก่อตั้งเมื่อปี 2518 ดำเนินธุรกิจใน 16 ประเทศทั่วโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท และมีลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย บริษัทเข้าสู่ธุรกิจประกันชีวิตในปี 2556 ผ่านการเข้าซื้อกิจการของบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต และในปีนี้ถือเป็นปีที่ 13 ของการดำเนินธุรกิจในไทย
ล่าสุด บริษัทฯ ได้เผยตัวเลขผลประกอบการในงานสัมมนาสื่อมวลชนครั้งแรกของปี 2569 ว่า ในปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยใหม่รวม 801.4 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ทำได้ 200.6 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 4 เท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว ขณะที่เบี้ยประกันรับรวมของบริษัทยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 2,000 ล้านบาท
นายธฤทธิ์ พรหมนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิลลิปไลฟ์ประกันชีวิต ระบุว่า การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และช่องทางการจัดจำหน่ายในช่วงปี 2567 ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันภัยใหม่ในปีนั้นลดลงชั่วคราว เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับฐานก่อนการขยายตัวในระยะถัดไป และผลที่ได้ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ในด้านกลยุทธ์การขยายตลาด บริษัทดำเนินการคู่ขนานใน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือแพลตฟอร์มดิจิทัล online.philliplife.com ซึ่งเปิดให้ซื้อประกันชีวิตออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เบี้ยเริ่มต้น 5,000 บาท รองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ ทั้งการโอน คิวอาร์โค้ด และการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต 0% พร้อมรับกรมธรรม์ทันทีหลังชำระเงิน โดยมีระยะเวลาคืนสินค้า 15-30 วัน หากผู้เอาประกันต้องการยกเลิก
ช่องทางที่สองคือการขยายสาขาภายในห้างสรรพสินค้า ภายใต้ชื่อ “ฟิลลิปไลฟ์ ช็อป” ซึ่งปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้วในย่านบางกะปิ และมีแผนเปิดเพิ่มในย่านบางแคและงามวงศ์วานภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า โดยพนักงานประจำสาขาจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ลูกค้า โดยไม่มีบทบาทในการขายโดยตรง
“เราอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนตัวเองจากประกันชีวิตรูปแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น Electronic Insurance หรืออีประกัน ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อประกันชีวิตและดำเนินธุรกรรมทั้งหมดจบในออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องพบกับบุคคลใดเลย แต่ยังคงได้รับบริการครบถ้วนทุกขั้นตอน” นายธฤทธิ์ กล่าวถึงทิศทางของบริษัทฯ

เปิดตัว “Max 3/1 Xtra” ประกันออมทรัพย์ระยะสั้น 3 ปี
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานสัมมนาครั้งนี้คือการเปิดตัวแบบประกันออมทรัพย์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Max 3/1 Xtra” ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่าพัฒนาขึ้นจากเสียงสะท้อนของลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าแบบประกันที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่รู้สึกว่าการออม 5 ปีนั้นนานเกินไปสำหรับการวางแผนการเงินในปัจจุบัน
แบบประกัน Max 3/1 Xtra กำหนดให้ชำระเบี้ยครั้งเดียว (Single Premium) เริ่มต้นที่ 50,000 บาท ระยะเวลาคุ้มครอง 3 ปี โดยผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืน 2% ของทุนประกันภัยทุกปีตลอดอายุสัญญา ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 และเมื่อครบกำหนดสัญญาจะได้รับผลประโยชน์รวมทั้งสิ้น 106% ของเบี้ยประกันที่ชำระ ทั้งนี้ เงินผลประโยชน์ที่ได้รับระหว่างสัญญาไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ นอกจากนี้ ผู้เอาประกันยังได้รับความคุ้มครองชีวิตตลอดระยะเวลาสัญญาตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์
แบบประกันดังกล่าวรับผู้เอาประกันอายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 70 ปี โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ และสามารถซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ online.philliplife.com ตลอด 24 ชั่วโมง โดยบริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง (Affluent Segment) ที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินสำหรับเป้าหมายระยะสั้นถึงกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินทุน การบริหารเงินสำรอง หรือการวางแผนค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต

นายธฤทธิ์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ว่า “ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางการเงิน ลูกค้าจำนวนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งความมั่นคงและความยืดหยุ่น Max 3/1 Xtra จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการบริหารเงินในระยะสั้น แต่ยังคงได้รับผลตอบแทนที่ชัดเจนและมีความคุ้มครองชีวิตในเวลาเดียวกัน” อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรศึกษาเงื่อนไขและข้อกำหนดของกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทโดยตรง
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน*

