แค่กินเหลือเท่ากับทำลายโลก? เมื่อ “ขยะอาหาร” เป็นกุญแจสำคัญของวิกฤตโลก

10.04.26 | 15:24 น.

“อาหาร” คือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตวิญญาณมนุษย์มาตั้งแต่อดีต มอบทั้งสารอาหาร คุณค่า และรสชาติจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก แต่วันนี้ โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่น่าห่วง โดยรายงานวิกฤตการณ์อาหารโลก ปี 2568 (Global Report on Food Crises : GRFC 2025) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO พบว่า มีประชากร 281-282 ล้านคน ในกว่า 59 ประเทศ เผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับวิกฤตหรือรุนแรง ทว่าอาหารจำนวนมหาศาลกลับถูกทิ้งอย่างสูญเปล่ากองเป็นพูลเพิ่มทุกวัน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า อาหารราว 1,300 ล้านตัน หรือเกือบหนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตขึ้นทั้งหมดบนโลก กลายเป็นขยะในแต่ละปี และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ระบบอาหารโดยรวมมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง ร้อยละ 25–30 ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของโลก โดยองค์การสหประชาชาติเตือนว่า เฉพาะ “ขยะอาหาร” เพียงอย่างเดียว ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นกว่า ร้อยละ 8 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวเลขข้างต้นทำให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของเศษอาหารในจาน แต่คือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในทุกวัน

“ขยะอาหาร” คืออะไร?

Food Waste หรือ ขยะอาหาร หมายถึง อาหารที่ผลิตขึ้นเพื่อเป้าหมายในการบริโภคของมนุษย์ แต่กลับถูกทิ้งไปโดยที่ยังไม่ได้ถูกรับประทาน หรือถูกปล่อยให้เน่าเสียและเสื่อมสภาพในขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับการค้าปลีก ร้านอาหาร ไปจนถึงในครัวเรือน ซึ่งครอบคลุมทั้งอาหารที่ยังกินได้แต่ถูกคัดออกเนื่องจากรูปลักษณ์ไม่สวยงาม อาหารเหลือทิ้งจากการบริโภค และส่วนที่กินไม่ได้โดยธรรมชาติ เช่น เปลือกหรือเมล็ด โดยขยะเหล่านี้ไม่เพียงการสูญเสียทรัพยากรอาหารอย่างเปล่าประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตภูมิอากาศโลกอีกซึ่งหากพิจารณาถึงรากเหง้าของปัญหานี้ จะพบว่าเกิดจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมในหลายมิติ ดังนี้

1.พฤติกรรมการบริโภค เป็นต้นตอสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น จนเก็บไม่ทัน หรือการตักอาหารปริมาณมากจนรับประทานไม่หมด ล้วนส่งผลให้อาหารถูกทิ้งอย่างน่าเสียดาย

2.มาตรฐานด้านความงาม ก็มีบทบาทไม่น้อย ผักและผลไม้ที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดปกติ โค้งงอ หรือมีตำหนิเพียงเล็กน้อย มักถูกคัดทิ้งตั้งแต่ชั้นวางสินค้า ทั้งที่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและรับประทานได้ตามปกติ

Advertisement

3.ความสับสนเรื่องฉลาก เป็นอีกปัญหาที่พบบ่อย หลายคนเข้าใจผิดระหว่าง “ควรบริโภคก่อน” (Best Before) ซึ่งหมายถึงคุณภาพที่ดีที่สุด กับ “วันหมดอายุ” (Expiry Date) ที่หมายถึงความปลอดภัย ทำให้อาหารที่ยังรับประทานได้ถูกทิ้งไปโดยไม่จำเป็น

4.การบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม เช่น การเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิหรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง ยังทำให้อาหารเน่าเสียก่อนเวลาอันควรอีกด้วย

สถานการณ์ขยะอาหารในประเทศไทย

แม้ขยะอาหารเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต แต่สัดส่วนแหล่งกำเนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ในประเทศพัฒนาแล้ว ปัญหาส่วนใหญ่เกิดที่ปลายสาย คือระดับค้าปลีกและผู้บริโภค ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามักสูญเสียอาหารตั้งแต่ขั้นการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สมบูรณ์

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ขยะอาหารยังคงเป็นสัดส่วนสำคัญของขยะมูลฝอย โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 40–60 ของปริมาณขยะทั้งหมด และคนไทยมีพฤติกรรมทิ้งอาหารในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดขยะอาหารหลักมาจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ ครัวเรือน ร้านอาหารและโรงแรม และตลาดสด ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีศักยภาพในการลดและบริหารจัดการแตกต่างกัน

ในปี 2567 ประเทศไทยมีขยะอาหารมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 154 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 36.79% ของขยะมูลฝอยทั้งประเทศ โดยในจำนวนนี้ราว 40% ยังสามารถนำกลับมาบริโภคได้ ขณะที่อีก 60% เป็นขยะที่ไม่สามารถรับประทานได้แล้ว สะท้อนถึงช่องว่างสำคัญในการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดขยะอาหารที่มีสัดส่วนสูง ได้แก่ ตลาดสด (77.26%) ห้างและร้านค้า (54.94%) สำนักงาน (41.41%) คอนโดมิเนียม (40.98%) โรงแรม (37.03%) วัด (35.82%) ครัวเรือน (35.29%) และสถานศึกษา (30.48%) ซึ่งล้วนเป็นจุดสำคัญที่สามารถออกแบบมาตรการลดขยะอาหารได้อย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมมลพิษ ชี้ว่า การจัดการขยะอาหารของไทยยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจนในแต่ละภาคส่วน พฤติกรรมการบริโภคและการทิ้งอาหารของประชาชนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ การขาดแนวปฏิบัติในการลดและใช้ประโยชน์ขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงข้อจำกัดด้านการบริจาคอาหารส่วนเกินที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังขาดแรงจูงใจและเครื่องมือสนับสนุน ขณะที่เทคโนโลยีด้านการจัดการยังมีต้นทุนสูง และระบบคัดแยกขยะรวมถึงการจัดเก็บข้อมูลยังไม่ครบถ้วน

ผลกระทบที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้ทั่วโลก

ด้านสิ่งแวดล้อม – เมื่ออาหารถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบ กระบวนการย่อยสลายในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนจะปล่อยก๊าซมีเทน (CH₄) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า ในช่วง 100 ปี หากนับขยะอาหารเป็น “ประเทศ” มันจะเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีนเท่านั้น นอกจากนี้ การจัดการขยะที่ไม่เหมาะสมยังนำไปสู่ปัญหาน้ำชะขยะ การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ รวมถึงกลิ่นเหม็นและมลภาวะที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ

ด้านทรัพยากร – ปัญหาขยะอาหารไม่ได้หยุดอยู่แค่ตอนที่อาหารถูกทิ้ง แต่หมายความว่าทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตอาหารนั้นก็สูญเปล่าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก พลังงานในการขนส่งและแปรรูป ที่ดินที่ใช้เพาะปลูก รวมถึงสารเคมีและแรงงาน ทั้งหมดล้วนถูกสูญเปล่าโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้น การสูญเสียอาหารยังเพิ่มแรงกดดันต่อการใช้ทรัพยากรใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น

ด้านเศรษฐกิจและสังคม – ขยะอาหารยังสะท้อนภาพ “ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ” ในระดับมหาศาล ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการกำจัด ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่งของโลกยังมีผู้คนจำนวนมากที่เผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร ความไม่สมดุลนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมทางสังคม หากสามารถลดขยะอาหารและบริหารจัดการอาหารส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารของกลุ่มเปราะบาง และลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและเอกชนในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ลดโลกเดือดผ่านจานอาหาร :

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รุกหนักการแก้ปัญหา

การแก้ปัญหาขยะอาหารในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการจัดการของเสียหรือความสะอาดเท่านั้น แต่คือหัวใจสำคัญของการรับมือวิกฤตโลกเดือดอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากขยะอาหารที่ถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบจะปลดปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานหลักจึงเร่งผลักดันนโยบายให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะอาหารของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนขยะอาหารในขยะมูลฝอยชุมชนให้เหลือไม่เกินร้อยละ 28 ภายในปี 2570 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ในฐานะกลไกกลางที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กรมฯ ได้บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ BCG Model มาใช้ในการยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมีโครงการสำคัญอย่าง MNRE Zero Food Waste เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการขยะอาหารในหน่วยงานภาครัฐอย่างครบวงจร ตั้งแต่การลดขยะที่ต้นทางด้วยแนวคิดกินหมดจด การคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมสีเขียวเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น พลังงานชีวภาพ อาหารสัตว์ หรือปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารของกลุ่มเปราะบางและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ในระยะยาว ความมุ่งมั่นของกรมฯ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบระบบอาหารใหม่ที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยชี้ให้เห็นว่าการจัดการขยะอาหารคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่าที่สุด แม้ภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สำคัญ แต่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ยังคงอยู่ที่พฤติกรรมของทุกคนในสังคม ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ทันทีจากจานอาหารในมือในทุกมื้อ เพื่อร่วมกันลดรอยเท้าคาร์บอนและส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน