เทศกาลสงกรานต์คือช่วงเวลาแห่งความสุขและการกลับไปหาครอบครัว แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นช่วงเวลาที่ความสูญเสียดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงผนึกกำลังกับ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าวภายใต้ธีม ‘สงกรานต์นี้ ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง’ เพื่อปลุกสติให้คนไทยหยุดพฤติกรรมเสี่ยง และย้ำเตือนว่าทุกการตัดสินใจหลังดื่มเพียงชั่ววูบ อาจเปลี่ยน ‘การกลับบ้าน’ ให้กลายเป็นความสูญเสียที่แก้ไขไม่ได้ตลอดชีวิต
เมื่อมองลึกลงไปในข้อมูลความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำรอยทุกปี จะพบประเด็นที่น่าเป็นห่วงและต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้อย่างเร่งด่วน โดยเรื่องนี้ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ได้สะท้อนมุมมองที่น่ากังวลบนเวทีแถลงข่าว โดยกางสถิติจากปีที่ผ่านมาซึ่งพบว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนมีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงถึง 18.7% ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะช่วงอายุ 60-69 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมอุบัติเหตุในระดับประเทศจะดูเหมือนลดลง แต่ในช่วงเทศกาลสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส.
ต้นเหตุของอุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ การไม่สวมหมวกนิรภัย การขับรถเร็วเกินกำหนด และ ‘การดื่มแล้วขับ’ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุด โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ ย้ำว่า ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นทันทีแบบฉับพลันตั้งแต่นาทีแรกที่ดื่ม ไม่ต้องรอให้เมาหนักหรือรอให้เกิดผลเสียระยะยาวอย่างโรคตับแข็ง เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปลดทอนความสามารถในการตัดสินใจและการควบคุมรถทันที โดยเฉพาะในช่วงฉลองสงกรานต์ที่มีความเสี่ยงสูงตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
“สิ่งที่น่าตกใจคือ ข้อมูลระบุว่าอุบัติเหตุรุนแรงกว่า 50% หรือกว่าครึ่งหนึ่ง มักไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนสายหลัก แต่เกิดขึ้นบนเส้นทางที่คุ้นเคยในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากที่พักอาศัย ความชะล่าใจในเส้นทางใกล้บ้านนี่เองที่มักจะนำไปสู่ความสูญเสียโดยไม่ทันตั้งตัว”

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างยั่งยืน การทำงานในปีนี้จึงขับเคลื่อนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5 เสาหลัก เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถลดการสูญเสียลงได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งเป้าหมายของการรณรงค์ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ทำตามกฎหมาย แต่เพื่อสร้างความตระหนักว่าชีวิตของเราผูกพันอยู่กับคนอีกมากมาย
“สงกรานต์ปีนี้ขอความร่วมมือจากทุกคนให้ความสำคัญกับการดื่มไม่ขับ เพราะทุกการตัดสินใจของคุณ มีคนที่บ้านรอคอยการกลับมาอย่างปลอดภัยเสมอ” ดร.นพ.ไพโรจน์ ฝากความห่วงใย

พรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)
ในแง่ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ได้ขยายความถึงการเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารที่เข้มข้นขึ้นในปีนี้ โดยระบุว่า สคอ. ได้วางแผนการทำงานล่วงหน้ามานานกว่า 4 เดือน ผ่านการระดมสมองร่วมกับนักสื่อสารรณรงค์และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อออกแบบการสื่อสารให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในระดับหมู่บ้าน
หัวใจสำคัญของการทำงานในปีนี้คือการกระจายข้อมูลให้ ‘ถึงหู’ ชาวบ้านในทุกพื้นที่ โดยได้ส่งต่อข้อมูลไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อใช้เป็นต้นแบบสื่อเสียงตามสายและหอเตือนภัยในชุมชน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษคือการผลิตสื่อในรูปแบบภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาพม่า เพื่อสื่อสารกับกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างชาติที่สถิติชี้ชัดว่ามักประสบอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลในลำดับต้นๆ เช่นกัน

ผู้อำนวยการ สคอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสื่อรณรงค์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นป้ายแบนเนอร์ สติกเกอร์ หรือสื่อต่างๆ ได้ถูกกระจายลงไปยังพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว รวมถึงการรุกหนักในฝั่งโซเชียลมีเดีย ทั้ง TikTok, Infographic และการส่งต่อผ่านกลุ่ม LINE ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 20,000 กลุ่ม เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความตระหนักรู้ในวงกว้าง
“เราปูพรมผ่านสถานีวิทยุชุมชนกว่า 400 สถานี รวมถึงรายการวิทยุครอบคลุมเกือบครึ่งประเทศอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เพราะเราอยากให้คนไทยรับรู้ว่านี่คือภารกิจร่วมกันในการสร้างความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเฉลิมฉลองในบ้านเราด้วย”
ในช่วงท้าย ผู้อำนวยการ สคอ. ได้ส่งต่อความห่วงใยไปยังประชาชนที่กำลังเตรียมตัวเดินทางไกล โดยเน้นย้ำถึงความหมายของธีมงานในปีนี้ว่า ขณะที่คนเดินทางกำลังตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน คนที่อยู่ที่บ้านก็กำลังเตรียมการต้อนรับอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน ดังนั้น ในระหว่างการเดินทางจึงไม่ควรเร่งรีบจนเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือ ‘หากมีการดื่ม ต้องหลีกเลี่ยงการขับรถโดยเด็ดขาด’
“อย่าลืมว่าทุกคนรอท่านอยู่ เดินทางให้ปลอดภัย เพราะปีนี้เราอยากเห็นคนไทยดื่มไม่ขับ เพื่อพิสูจน์ว่าเรารักคนข้างหลังจริงๆ”
สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายความปรารถนาดี สามารถเข้าไปเยี่ยมชมและดาวน์โหลดสื่อรณรงค์ทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ www.accident.or.th เพื่อร่วมกันสร้างเทศกาลสงกรานต์ที่ปลอดภัยและไม่มีความสูญเสียอย่างยั่งยืน

