“สงกรานต์ 3S” เมื่อความสุขต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยง

14.04.26 | 09:00 น.

เทศกาลสงกรานต์ในสังคมไทยไม่เคยเป็นเพียง “เทศกาลเล่นน้ำ” เท่านั้น หากแต่เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนทั้งความสัมพันธ์ของผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพของความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ความรุนแรงจากการทะเลาะวิวาท และปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ก็กลายเป็นเงาที่ติดมากับเทศกาลนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้สงกรานต์ยังคง “สนุก” ได้ โดยไม่ต้องแลกด้วย “ความเสี่ยง” แนวคิด “สงกรานต์สร้างสรรค์ 3S : SAFE SOFT SPIRIT” จึงถูกยกขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญ ผ่านความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่พยายามปรับรูปแบบเทศกาลให้สอดคล้องกับบริบทสังคมยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณค่าทางวัฒนธรรม

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า หากมองในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม สงกรานต์ถือเป็น “soft power” ที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสะท้อน “จิตวิญญาณ” หรือ spirit ของคนไทย ที่เชื่อมโยงผู้คนในครอบครัวและชุมชนเข้าด้วยกัน ความท้าทายจึงไม่ใช่การทำให้เทศกาลยังคงอยู่ แต่คือการรักษาคุณค่าดั้งเดิมเหล่านี้ไว้ ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ผู้คนจำนวนมาก “ต้องการความปลอดภัย” มากกว่าความสนุกแบบไร้ขีดจำกัด โดยมากกว่า 80% เห็นด้วยกับการจัดงานสงกรานต์ปลอดแอลกอฮอล์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงทั้งในด้านอุบัติเหตุ ความรุนแรง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ขณะเดียวกัน ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น กรณีขอนแก่นที่มีเงินสะพัดสูงและนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน

ในระดับการบริหารจัดการเมือง รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่า ความท้าทายของกรุงเทพฯ คือการดูแลพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนจำนวนมากให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย การจัดสงกรานต์จึงไม่ใช่เพียงการอนุญาตให้เล่นน้ำ แต่คือการออกแบบระบบบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดโซนนิ่งพื้นที่ การควบคุมกิจกรรม ไปจนถึงการดูแลเหตุฉุกเฉิน มาตรการสำคัญที่ กทม. ยังคงย้ำในปีนี้ คือแนวคิด “5 ปลอด” ได้แก่ ปลอดปืนแรงดันสูง, ปลอดแอลกอฮอล์ในพื้นที่เล่นน้ำ, ปลอดโป๊, ปลอดแป้ง และประหยัดน้ำ ซึ่งถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องจนเริ่มกลายเป็น “วัฒนธรรมใหม่” ของการเล่นสงกรานต์ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่อย่างถนนสีลม ที่สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้จัดงาน และประชาชน สามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเสี่ยง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบมากขึ้นได้

Advertisement

อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญจากปีที่ผ่านมา ทำให้ กทม. ให้ความสำคัญกับ “พื้นที่ที่เกิดขึ้นเอง” โดยไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมักเป็นจุดที่เกิดปัญหามากที่สุด ทั้งในเรื่องการเข้าถึงของหน่วยแพทย์และการจราจร รศ.ทวิดาระบุว่า ปีนี้จะมีการควบคุมพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใกล้โรงพยาบาล จุดคอขวด หรือพื้นที่ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน

ในมิติของการขับเคลื่อนทางสังคม นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม มองว่า ความเปลี่ยนแปลงของสงกรานต์ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่เกิดจาก “การเปลี่ยนค่านิยม” ของผู้คนในสังคม ที่เริ่มให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเหมาะสมมากขึ้น โดยการลดบทบาทของแอลกอฮอล์ ไม่ได้ทำให้เทศกาลสูญเสียความสนุก ตรงกันข้ามกลับเปิดพื้นที่ให้กิจกรรมอื่นๆ เช่น การทำบุญ การสืบสานประเพณี และกิจกรรมในชุมชน กลับมาได้รับความสำคัญมากขึ้น “สงกรานต์ไม่ใช่แค่การสาดน้ำ แต่เป็นเรื่องของครอบครัว ชุมชน และวิถีชีวิต

เมื่อมองในระดับพื้นที่ จังหวัดขอนแก่นถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำแนวคิด “ปลอดภัย” มาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นายประสิทธิ ทองแท่งไทย นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ระบุว่า “ถนนข้าวเหนียว” ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด ได้ดำเนินการเป็นพื้นที่ปลอดแอลกอฮอล์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 21 ปี และไม่พบเหตุทะเลาะวิวาทมานานนับสิบปี ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการวางระบบความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลพื้นที่ เช่น กล้องวงจรปิดที่มีระบบ AI ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง ขณะเดียวกัน กิจกรรม “คลื่นมนุษย์” ยังคงเป็นจุดเด่นที่สร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนจำนวนมาก ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ

ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว สงกรานต์ยังคงเป็นพื้นที่ของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว นายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า งาน “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ยังคงรักษาเอกลักษณ์ล้านนาไว้อย่างชัดเจน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำบุญตักบาตร ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน เมืองยังพยายามปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมร่วมสมัย เช่น อุโมงค์น้ำในช่วงกลางคืน แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด และการจัดระบบความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ การกำหนดจุดดูแล และการจัดเส้นทางฉุกเฉิน เพื่อให้การท่องเที่ยวสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ในขณะที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ การจัดงานสงกรานต์ปลอดแอลกอฮอล์ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น นายณรงค์ พรหมจิตต ผู้จัดการห้างไลม์ไลท์ ระบุว่า แนวคิดหลักของการจัด “สงกรานต์โนแอล” คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ แม้บริบทของภูเก็ตจะเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและการดื่มเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่การกำหนดกติกาที่ชัดเจน เช่น การห้ามแอลกอฮอล์ บุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงการสื่อสารกับผู้เข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างพื้นที่ทางเลือกที่แตกต่างได้ เราไม่อยากผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน และไม่อยากสร้างนักดื่มหน้าใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยมากขึ้น

ภาพรวมของการขับเคลื่อน “สงกรานต์ 3S” ในปีนี้ จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยจากเทศกาลที่เน้นความสนุกแบบไร้ขีดจำกัด ไปสู่เทศกาลที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณค่า และความยั่งยืน

ความสุขในวันนี้ไม่ได้ถูกวัดจากความเปียกหรือความคึกคักเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกมั่นใจ ความสบายใจ และความหมายที่ผู้คนได้รับจากการมีส่วนร่วมในเทศกาล และในท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “สงกรานต์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน” แต่คือ “สังคมไทยจะเลือกให้มันเป็นแบบไหน” ระหว่างความสนุกที่แลกมาด้วยความเสี่ยง กับความสุขที่อยู่ร่วมกับความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน