เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ ที่มีของกินอุดมสมบูรณ์อยู่ทุกหัวระแหง แต่เชื่อไหมว่า การจะทำให้คนไทยมี ‘สุขภาวะที่ดี’ อย่างยั่งยืนกลับเป็นโจทย์ที่ยากกว่าที่คิด เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นหลักในงานเวทีบูรณาการเครือข่ายอาหาร ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 หรือ Food for Health Forum 2026 ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เพื่อระดมสมองเปลี่ยนโมเดลการขับเคลื่อนระบบอาหารตั้งแต่แหล่งผลิตไปจนถึงจานอาหารของพวกเราทุกคน
ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือ การทำความเข้าใจพฤติกรรมการกินที่แท้จริงของคนในสังคม โดยเรื่องนี้ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้เราจะมีอาหารล้อมตัว แต่พฤติกรรมการกินของคนไทยกลับยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาการเท่าที่ควร ซึ่งหากกาง ‘ธงโภชนาการ’ ออกมาดู จะพบว่าคนไทยกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ถูกต้องเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
ขณะที่การบริโภคผักซึ่งควรจะอยู่ที่ 400 กรัมต่อวัน หรือประมาณครึ่งจานใน 3 มื้อ เรากลับทำได้เพียง 27% หรือราว 1 ใน 4 ของปริมาณที่แนะนำเท่านั้น แม้จะมีการรณรงค์กันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงแกว่งตัวอยู่ที่ 20-30% มาโดยตลอด หากเทียบกับต่างประเทศที่วัฒนธรรมการกินไม่มีผักเป็นหลัก ตัวเลขของเขายิ่งวิกฤตกว่าเรามาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะนิ่งนอนใจ เพราะเป้าหมายที่เราอยากไปให้ถึงจริงๆ คือ 50%

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส.
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าปริมาณ คือเรื่องของ ‘คุณภาพ’ และ ‘ความเข้าใจ’ เพราะในกลุ่มคนที่กินผักผลไม้ ก็ยังต้องเจาะลึกลงไปอีกว่าผักเหล่านั้นปลอดภัยจากสารพิษหรือไม่ หรือผลไม้ที่กินเข้าไปเป็นกลุ่มผลไม้สุกรสหวานจัดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพแทนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมี ‘ช่องว่าง’ อีกมหาศาลให้คนทำงานด้านสื่อสารและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านกลไกตลาดและการรณรงค์
ดร.นพ.ไพโรจน์ ยังชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญผ่านเรื่อง Health Literacy หรือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยระบุว่า คนไทยมีความรู้และทัศนคติที่ดีในการเลือกบริโภคสูงถึง 60-70% แต่เมื่อถึงเวลาตักอาหารเข้าปากจริงๆ ความรู้นั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้เพียง 45% เท่านั้น
“เราทุกคนรู้ดีว่าอะไรควรทำ แต่ในชีวิตจริงเรากลับทำได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ความรู้ที่ทุกคนมี นำไปสู่การใช้ชีวิตที่ถูกต้องตามหลักการอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ดี ดร.นพ.ไพโรจน์ เน้นย้ำว่า ‘อาหาร’ คือปัจจัยที่แบกรับภาระโรค และมีมูลค่าการตลาดสูงที่สุด สูงกว่าเหล้าและบุหรี่รวมกันกว่าเท่าตัว การจัดการเรื่องนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของ ‘หมอ’ หรือระบบสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกองคาพยพ ทั้งภาคเกษตร พาณิชย์ และนโยบายรัฐ
ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ตั้งแต่เครื่องวัดโซเดียมในอาหาร ไปจนถึงนวัตกรรมทางนโยบายที่ต้องใช้ความกล้าหาญ เช่น การกำหนดมาตรฐานเครื่องดื่ม ‘หวาน 50%’ หรือการใช้สัญลักษณ์ ‘ทางเลือกสุขภาพ’ เพื่อเป็นเข็มทิศให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในวินาทีที่ต้องเลือกซื้อ
“เกมนี้ยังอีกยาวไกล เพราะศัตรูสำคัญคือ ‘สภาพแวดล้อม’ และ ‘ปัจจัยเชิงพาณิชย์’ ที่มักจะกำหนดพฤติกรรมเราแบบอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว การขับเคลื่อนในระยะต่อไปจึงต้องเน้นความยืดหยุ่น การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างระบบอาหารที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกหลานไทยในอนาคต”

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย
ในมุมมองที่สอดรับกัน นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้ขยายภาพความท้าทายนี้ไปสู่เรื่อง ‘การเข้าถึง’ และ ‘สิ่งแวดล้อม’ โดยยกตัวอย่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนว่า ในยามวิกฤตเราอาจไม่ขาดแคลนอาหาร แต่เราขาดอาหารที่มี ‘คุณภาพ’ ท้าทายให้ต้องมองการจัดการระดับโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับวิกฤตโลกอย่าง Climate Change
“กรมอนามัยจึงได้บรรจุแผนงาน Net Zero Carbon สำหรับปี 2569-2570 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 สอดรับกับมาตรฐานสากล เพราะระบบอาหารที่ยั่งยืนต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ”
นอกจากเรื่องอาหารแล้ว อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าตกใจคือ คนไทยตั้งแต่วัยเรียนไปจนถึงผู้สูงอายุมี ‘พฤติกรรมเนือยนิ่ง’ เฉลี่ยสูงถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวที่บีบให้เราต้องอยู่เฉยๆ
ดังนั้น การต่อสู้กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จึงต้องทำเป็นระบบควบคู่กันไป ทั้งเรื่องอาหารและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย โดยกรมอนามัยได้ขับเคลื่อนแคมเปญให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต ไปจนถึงโครงการ ‘Stop Fat Start Fit’ ที่ตั้งเป้าให้เด็กไทยยุคใหม่มีสุขภาพดีและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน

ขณะที่ในอนาคตอันใกล้ กรมอนามัยจะขับเคลื่อนผ่านกลไก ‘Healthy Living in the Healthy City’ โดยมีแคมเปญใหญ่อย่าง ‘74 วัน 74 ล้านแคลอรี่ 74 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’ และกิจกรรม ‘Family Run ก้าวท้าใจ’ เพื่อดึงครอบครัวให้ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นไปพร้อมกับสุขภาพที่ดี
กุญแจสำคัญคือการนำแนวทางด้านโภชนาการ ลงสู่การปฏิบัติจริงในระดับท้องถิ่นผ่านคณะกรรมการอาหารจังหวัด โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายกว่า 31 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบ ‘Healthcare’ (การรักษา) ไปสู่ ‘Health Creation’ (การสร้างเสริมสุขภาพ)
“โภชนาการไม่ใช่แค่เรื่องของคนในครัว แต่คือเรื่องของการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เราต้องเปลี่ยนที่ระบบ ไม่ใช่แค่ที่ตัวบุคคล ถ้าสิ่งแวดล้อมดี อาหารสุขภาพเข้าถึงง่าย คนไทยก็จะมีทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเขาเอง” นพ.ปกรณ์ ทิ้งท้าย

