ท่ามกลางการพัฒนาเมืองที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างความเจริญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ โครงการจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่า เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” จึงเกิดขึ้นในฐานะสัญลักษณ์ของการผสานคุณค่าทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และองค์ความรู้สมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และเรียนรู้การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ล่าสุด ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าของโครงการ พร้อมตรวจสอบรายละเอียดการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี พ.ศ. 2562 มีเป้าหมายในการนำไม้มีค่าที่ตรวจยึดได้มาใช้ประโยชน์สูงสุดในการก่อสร้างอาคาร เพื่อสะท้อนพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการออกแบบพื้นที่โดยรอบตามศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นพื้นที่สีเขียวของชุมชนโดยรอบ ซึ่งการออกแบบอาคารได้รับความร่วมมือจากกรมศิลปากร เพื่อให้มีความวิจิตรงดงามตามแบบโบราณราชประเพณีและสมพระเกียรติ

พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่า และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว รวมทั้ง เน้นย้ำให้มีการวางแผนรองรับการซ่อมบำรุงในอนาคต การออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยให้รัดกุมทั้งภายในและภายนอกอาคาร การปรับปรุงทางเข้า – ออก ให้เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอาคาร การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG หนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพิพิธภัฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่า ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานในส่วนที่บริษัทรับผิดชอบว่า ปัจจุบันได้เริ่มเข้ามาดูแลและติดตั้งระบบงานภายในอาคารของโครงการในระยะแรก ครอบคลุมทั้งระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบรักษาความปลอดภัย โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของอาคารที่ใช้วัสดุไม้เป็นหลัก ซึ่งเลือกใช้เทคโนโลยีระบบดับเพลิงแบบละอองหมอก เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างและวัสดุภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ด้านการจัดการของเสีย มีการออกแบบระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดซื้อวัสดุ ท่ามกลางภาวะต้นทุนขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการวางแผนจัดหาวัสดุที่สำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมงบประมาณและรักษาประสิทธิภาพของโครงการ
ปัจจุบันงานระบบภายในอาคารมีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 30 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1-2 ปี เพื่อรองรับการเปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์ในช่วงปี พ.ศ. 2571 นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตที่สำคัญคือ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ซึ่งเข้ามาดูแลด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเสริมศักยภาพการบริหารจัดการ และยกระดับประสบการณ์การเข้าชมให้ทันสมัย สอดรับกับการเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งอนาคตมากยิ่งขึ้น

ด้านนายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการบูรณาการร่วมกันหลายฝ่าย โดย บริษัทสยามทีซี.เทคโนโลยี จำกัดบริษัทย่อย DITTO รับผิดชอบงานพิพิธภัณฑ์ ส่วน TEAMG จะรับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมทั้งหมด ส่วนงานลวดลายจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมดูแล ทั้งนี้มูลค่าโครงการในส่วนนี้ซึ่งเป็นเฟส 2 ราว 2 พันล้านบาท
โดย DITTO มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ระบบดิจิทัล ซึ่งโครงการนี้จะใช้เทคโนโลยีแสง สี เสียง มาตรฐานระดับโลก อีกทั้งยังนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงนำระบบ BIM (Building Information Modeling) เทคโนโลยี Digital Twin มาประยุกต์ในการออกแบบควบคุมอาคารและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สยาม ทีซี.เทคโนโลยี ยังมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ มีประสบการณ์ในโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่หลายแห่ง

สำหรับ “พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่า” จัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน “ไม้มีค่า” และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน บนพื้นที่พระราชทานกว่า 79 ไร่ บริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สีเขียวสำหรับประชาชนในเวลาเดียวกัน
อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ในการจัดแสดงงานศิลปะด้านประติมากรรม จิตรกรรม งานฝีมือต่างๆ ของช่างไทย จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สร้างโดยคนไทยเอง ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้ไม้มีค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดจนเพื่อเป็นสถานที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะของพระบรมวงศานุวงศ์และแขกของรัฐบาล โดยไม้มีค่าเหล่านี้นำมาแปรรูปและตกแต่งภายในอาคารพิพิธภัณฑ์โดยมูลค่าไม้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท
จุดเด่นสำคัญของโครงการคือ การนำ “ไม้ของกลาง” จากคดีที่สิ้นสุดแล้วจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้แดง ไม้มะค่าโมง และไม้พะยูง มาสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบของงานจัดแสดงและตกแต่งภายใน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างความงดงามแบบไทยและตะวันตกได้อย่างลงตัว

ในส่วนของภูมิทัศน์โดยรอบ มีการนำแนวคิด “ไตรภูมิ” มาประยุกต์ใช้ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาล ธรรมชาติ และมนุษย์ พร้อมพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา อาทิ ห้องเรียนป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ห้องเรียนแก้มลิง การปลูกหญ้าแฝก ระบบจัดการน้ำ รวมถึงพื้นที่นันทนาการ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้พักผ่อนและเรียนรู้ในพื้นที่เดียวกันอย่างครบวงจร

ความคืบหน้าของโครงการ ปัจจุบันแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ โดยระยะที่ 1 ซึ่งเป็นงานโครงสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ มีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% และอยู่ระหว่างการติดตั้งผนัง หลังคา และระบบสาธารณูปโภค คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2570 ขณะที่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นงานตกแต่งสถาปัตยกรรมและภายใน กำลังดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งในส่วนของการผลิตและติดตั้งชิ้นงานไม้ รวมถึงระบบไฟฟ้าและระบบอาคาร โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2570
ส่วนระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงภูมิทัศน์และการจัดแสดงนิทรรศการ อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและดำเนินการประกวดราคา พร้อมทั้งปรับรูปแบบให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2571
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ “พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่า” จึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารจัดแสดงความรู้ แต่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และในระยะยาว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นเสมือน “คลังปัญญา” ที่หล่อหลอมจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าในทรัพยากรที่มีอยู่ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน

