เชื่อว่าหลายคนเริ่มรู้จัก AI ผ่านเครื่องมือฟรี ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude ในการช่วยตอบคำถาม เขียนข้อความ หรือสรุปข้อมูลเบื้องต้น แต่เมื่อเริ่มนำไปใช้กับงานจริง อาทิ การสร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูล ทำรีเสิร์ช สร้างภาพ เตรียม resume เขียน proposal หรือช่วยขายของออนไลน์ ผู้ใช้มักพบข้อจำกัด ทั้งด้านจำนวนการใช้งาน ความสามารถของโมเดล และคุณภาพของการประมวลผล
ขณะเดียวกัน AI ระดับ Pro หรือ AI subscription ก็ไม่ควรเป็นของแพงสำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักศึกษา First Jobber ฟรีแลนซ์ SME พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปที่อยากทดลองใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ แต่ยังไม่พร้อมจ่ายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน
TH-AI Passport จึงเข้ามาเป็นเสมือน “ประตูสู่ AI ระดับพรีเมียม” สำหรับคนไทย โดยช่วยรวมการเข้าถึง AI tools หลายความสามารถไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้เริ่มทดลอง เรียนรู้ และนำ AI ไปใช้กับงานจริงได้ง่ายขึ้นลดเวลาในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนงาน การสรุปข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การทำรีเสิร์ช การสร้างภาพ การสร้างคอนเทนต์ การเตรียม resume การวางแผนธุรกิจ การพัฒนาทักษะใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ทั้งนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงสำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของระบบที่ผู้ชนะการประมูลเสนอว่า หากเอกชนเสนอศักยภาพที่สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำใน TOR ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อเสียต่อภาครัฐ ว่า พอคู่สัญญารายงานมาว่าสิ่งที่เขาให้มากกว่า TOR ในหลากหลายมิติ ท่านกำลังจะมาบอกผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี รัฐเสียเปรียบ ประชาชนเสียเปรียบ อย่างนั้นหรือ และหากผู้รับจ้างเสนอความสามารถของระบบในระดับที่สูงกว่าเงื่อนไขขั้นต่ำ ก็ยังต้องรับผิดชอบให้เป็นไปตามที่เสนอไว้

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้กล่าวชี้แจงถึงกรณีโครงการ TH-AI Passport ว่า เป้าหมายหลักของโครงการไม่ใช่การ “แจกสิทธิ” หรือ “แจกเงิน” ให้ประชาชน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงดีอีมีการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลและติดตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ตัวเลขด้านดิจิทัลของไทยไม่ได้ดีนัก โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่อันดับของไทยลดลงต่อเนื่อง หากเทียบในระดับอาเซียนและระดับโลกยังถือว่าตามหลังอีกหลายประเทศ สิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลมองว่าต้องเร่งสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงและเรียนรู้ AI ซึ่ง จะวัดความสำเร็จของโครงการได้จากการเพิ่มอัตราการใช้ AI ของประเทศจาก 10.7% เป็น 20% ภายในปี 2570

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานและการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล จึงมีแนวคิดดำเนินโครงการที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเหมือนที่ผ่านมา โดยใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเป็นแหล่งงบประมาณดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 5 ล้านคน มาจากการประเมินว่า ประชาชนที่ยังสามารถพัฒนาและต่อยอดทักษะเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีอยู่ราว 50 ล้านคน และต้องการให้มีผู้เข้าถึงอย่างน้อย 10% ซึ่งที่จริงอยากให้เข้าถึง 10 ล้านคนด้วยซ้ำ แต่ต้องพิจารณาตามกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เป้าหมายสำคัญคือทำให้คนไทยรู้จัก AI เข้าใจว่า AI คืออะไร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันและการทำงาน
ทั้งนี้ สำหรับข้อสงสัยว่าประชาชนสามารถใช้งาน AI ฟรีได้อยู่แล้ว เหตุใดรัฐจึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากนั้น ได้อธิบายว่า ตามเงื่อนไขโครงการ TH-AI Passport ผู้รับจ้างต้องจัดหา AI ในระดับ Professional หรือ Premium ให้ประชาชนเข้าถึง ซึ่งมีศักยภาพและขีดความสามารถสูงกว่ารุ่นฟรี เวอร์ชันฟรีมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณการใช้งาน ความเร็ว และประสิทธิภาพในการประมวลผล ขณะที่เวอร์ชัน Professional หรือ Premium สามารถรองรับการใช้งานที่จริงจังและต่อยอดการเรียนรู้ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการต้องการให้ประชาชนได้สัมผัสและใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณะ ตั้งแต่การประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง การประกาศผ่านกระทรวงและกรมบัญชีกลาง การทำประชาพิจารณ์ ไปจนถึงการประกาศเชิญชวนเข้าร่วมประมูล
อย่างไรก็ดี แม้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะเสร็จสิ้นและมีการลงนามสัญญาแล้ว แต่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงบริหารสัญญา ซึ่งสามารถนำข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาปรับใช้ได้ สิ่งที่เราทำได้ตามนโยบายของรัฐมนตรี คือทำให้เกิดความชัดเจนและสร้างการยอมรับจากสาธารณชนมากที่สุด โดยยึดหลักว่า “ใช้งานจริงเท่าไร จ่ายเท่านั้น” ทั้งนี้ ข้อความคิดเห็นจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกนำไปจัดทำเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมประกอบการบริหารสัญญาและแนบท้ายสัญญา เพื่อใช้กำกับการดำเนินงานในแต่ละงวดงาน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะต่อไป

นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการไม่ใช่การแจกสิทธิ์ให้ครบ 5 ล้านคนแล้วจบ แต่คือการทำให้คนไทยทุกกลุ่ม อาทิ นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ ผู้ประกอบการ SME ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึง เรียนรู้ และใช้ AI เป็น เพื่อให้คนไทยทั่วไปมีโอกาสเข้าถึงทักษะใหม่ที่กำลังกลายเป็นพื้นฐานของการเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพในอนาคต เพราะ AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงดีอีย้ำว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการให้สิทธิ์เข้าถึง AI ระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” ของประเทศ ผ่านการยกระดับทักษะ AI ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญา ได้ออกมาชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า AI ฟรีมีให้ใช้อยู่แล้วนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ AI ฟรีที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่คำถามคือเพียงพอหรือไม่ หากต้องการพัฒนาทักษะ AI ของประเทศในระดับที่สามารถแข่งขันได้จริง

ทั้งนี้ โมเดล AI ขั้นสูงที่ใช้กันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสนทนา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การสร้างภาพ วิดีโอ เพลง หรือการทำวิจัยเชิงลึก ล้วนเป็นบริการที่มีต้นทุนและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้งาน ขณะที่เวอร์ชันฟรีมักมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและปริมาณการใช้งาน ซึ่งโครงการนี้ได้เตรียมโมเดล AI กว่า 30 โมเดลจาก 14 ค่าย เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย โดยครอบคลุมตั้งแต่เครื่องมือสนทนา การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างภาพ วิดีโอ เว็บไซต์ และงานสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ
นอกจากนี้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI จะเชื่อมโยงกับระบบการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเรียนรู้ผ่านระบบ Learning Management System (LMS) ตามหลักการ “Learn to Earn” เพื่อสะสมคะแนนและพัฒนาระดับการใช้งาน ซึ่งหลักสูตรการเรียนรู้ มีทั้งสิ้น 130 หลักสูตร ประกอบด้วยหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานของยูเนสโก (UNESCO) จำนวน 96 หลักสูตร และหลักสูตรเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายต่างๆ อาทิ Microsoft, Google และ OpenAI ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานด้าน AI การใช้งานอย่างปลอดภัย การประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจ การตลาด การบริการลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้โครงการภาครัฐในโครงการ TH-AI Passport มีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน
สำหรับข้อสงสัยว่าเหตุใดหน่วยงานรัฐจึงไม่ทำสัญญาซื้อบริการโดยตรงจากเจ้าของเทคโนโลยีอย่าง Microsoft หรือ OpenAI ว่า โมเดลธุรกิจของไมโครซอฟท์ทั่วโลกดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ ไม่ได้ทำสัญญาขายบริการให้หน่วยงานรัฐโดยตรง

