ปตท. จับมือ สภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย จัดประชุมครั้งที่ 4 ยกระดับ 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ มุ่งเป้า Net Zero พลังงานยั่งยืน

16.06.26 | 15:04 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสกำลังก้าวสู่บทใหม่ ผ่าน “การประชุมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 4” ซึ่งจัดขึ้นโดย สภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย (France–Thailand Business Forum: FTBF) ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสมาพันธ์นายจ้างแห่งฝรั่งเศส (MEDEF International) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ต่อยอดสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสองประเทศ ได้แก่ ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ดร. ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน และประธานร่วมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ฝ่ายไทย ร่วมด้วย นายฟรองซัวส์ กอร์แบง ประธานร่วมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ฝ่ายฝรั่งเศส และรองประธาน MEDEF International พร้อมผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศกว่า 115 คนเข้าร่วม

ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อยกระดับความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส โดยมุ่งเน้นการผลักดันแผนงานความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว พร้อมเร่งพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะภาคธุรกิจจากฝรั่งเศส

Advertisement

ทั้งนี้ ความสำเร็จจากการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการปูทางในระดับนโยบายที่สำคัญ ซึ่งการประชุมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 4 จะเป็นฟันเฟืองหลักที่เปลี่ยนนโยบายดังกล่าวให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผ่านการขยายตัวของการลงทุนและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

ขณะที่ นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เน้นย้ำว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้า-การลงทุนที่สำคัญ และน่าเชื่อถือมากที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันออกเป็น 2 ประการ คือ การปรับปรุงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ผ่านกลไกสำคัญอย่างการลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) รวมถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

สำหรับแนวทางประการที่สอง คือการส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูง อาทิ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) นวัตกรรมดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ซึ่งฝรั่งเศสต้องการให้ประเทศไทยมองฝรั่งเศส รวมถึงบริษัทฝรั่งเศสในฐานะ “หุ้นส่วนที่แท้จริง” และ “หุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือ” สำหรับอนาคต

ดร. ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ด้าน ดร. ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน และประธานร่วมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ฝ่ายไทย เปิดเผยว่า สภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ถือเป็นเวทีและแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้แทนภาคเอกชนไทยได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงบริษัทที่มีความสนใจตรงกัน โดยมีผู้แทนภาคธุรกิจไทยและฝรั่งเศสเข้าร่วมกว่า 50 บริษัท นำมาสู่การจับคู่ธุรกิจสำเร็จมากกว่า 10 คู่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมุ่งเน้นความร่วมมือใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง และนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงอย่าง AI และเทคโนโลยีควอนตัม ความร่วมมือเหล่านี้จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทย ทั้งการสร้างสมดุลความมั่นคงทางพลังงาน การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในด้านพลังงาน ดร. ชญาน์ ระบุว่า ปัจจุบันภาคพลังงานของไทยมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้พอสมควร และยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางธุรกิจ รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการสร้างพลังงานสะอาดในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ปตท. จึงได้ร่วมหารือกับบริษัทพลังงานชั้นนำของฝรั่งเศสที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงดิจิทัลและ AI เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน

ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของไทยภายในปี 2050 ซึ่งแผนงานระบุชัดเจนว่าต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอน รวมถึงพลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ แม้ปัจจุบันไทยจะเน้นพลังงานทดแทนเป็นหลัก แต่ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากฝรั่งเศส ซึ่งมีองค์ความรู้ควบคู่กับเทคโนโลยีชั้นนำด้านนี้มาอย่างยาวนาน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

“ประเทศไทยมีแผนงานชัดเจนว่า ในอนาคตเราต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บคาร์บอนหรือการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งฝรั่งเศสมีประสบการณ์และเทคโนโลยีชั้นนำ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายร่วมกัน” ดร. ชญาน์ ระบุ

นายฟรองซัวส์ กอร์แบง ประธานร่วมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ฝ่ายฝรั่งเศส และรองประธาน MEDEF International

ในมุมมองของภาคเอกชนฝรั่งเศส นายฟรองซัวส์ กอร์แบง ประธานร่วมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ฝ่ายฝรั่งเศส และรองประธาน MEDEF International ได้กล่าวตอกย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินทางมาเยือนไทยของคณะผู้แทนธุรกิจในครั้งนี้ คือการสนับสนุนความร่วมมือที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ๆ ร่วมกับบุคคลสำคัญของไทย ทั้งระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และภาคเอกชน

สำหรับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบัน ทางการไทยให้การสนับสนุนภาคธุรกิจฝรั่งเศสเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ดำเนินไปในทิศทางที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาเพิ่มเติม การลงนามใน Thailand-EU FTA ในอนาคต จะกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมประเทศไทย และช่วยให้บริษัทฝรั่งเศสสามารถขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยได้มากยิ่งขึ้น

“รู้สึกภูมิใจที่ได้นำคณะผู้แทนธุรกิจจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย และเชื่อว่าหากมีการลงนามในความตกลงการค้าเสรีก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมประเทศไทย และอำนวยความสะดวกให้บริษัทฝรั่งเศสขยายการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น” นายฟรองซัวส์ กล่าวปิดท้าย

การประชุมสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 4 จึงพิสูจน์ให้เห็นว่าเวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พบปะของนักลงทุน หากแต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่สร้างโอกาสและการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมพาประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง