กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษและเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อเปลี่ยนการทำงานจาก “รอให้เด็กไปหาบริการ” เป็น “นำบริการสุขภาพไปถึงเด็ก” ลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการทำงานร่วมกันของภาคการศึกษาและสาธารณสุขในระดับพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 กสศ. และ สปสช. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการดำเนินงานร่วมกัน ณ โดมลานกีฬาชุมชนคลองเตย ล็อก 4-5-6 กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูล ค้นหา และส่งต่อเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางทั้งในและนอกระบบการศึกษาเข้าสู่บริการสุขภาพที่จำเป็น โดยมี ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เป็นประธานในพิธี
ภายในงาน เด็กและเยาวชนในชุมชนคลองเตยกว่า 200 คน ได้รับบริการตรวจสุขภาพจากหน่วยบริการในเครือข่าย สปสช. สะท้อนภาพการทำงานที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริง คือ เมื่อระบบรู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน ระบบบริการต้องสามารถเข้าถึงเด็กได้ เพื่อไม่ให้ปัญหาสุขภาพกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต

ใช้ข้อมูลชี้เป้า นำเด็กเข้าสู่บริการสุขภาพที่จำเป็นทั่วถึง
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ความไม่พร้อมทางสุขภาพเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนโอกาสทางการเรียนรู้ และเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กกลุ่มเปราะบางหลุดออกจากระบบการศึกษา
“เด็กบางคนไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่กำลังเผชิญข้อจำกัดที่ปิดกั้นการเรียนรู้ เช่น มองกระดานไม่ชัด มีภาวะสุขภาพที่ไม่ได้รับการดูแล หรือมีข้อจำกัดด้านร่างกายและจิตใจ จนค่อย ๆ ถอยห่างจากห้องเรียนโดยที่เราไม่ทันมองเห็น”
จากฐานข้อมูลของ กสศ. พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 1,392,323 คน เข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จำนวน 92,761 ครั้ง โดยที่ร้อยละ 49.8 ของการเข้าถึงบริการทั้งหมด เป็นบริการฉีดวัคซีนพื้นฐาน (EPI) ซึ่งเป็นวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคสำหรับเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 14 ปี เพื่อป้องกันโรคติดต่อร้ายแรง รองลงมาคือ บริการยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ร้อยละ 25.5 และบริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีสายตาผิดปกติ ร้อยละ 12.2 ของการเข้าถึงบริการทั้งหมด
ในขณะที่เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2568 (TZD68) จำนวน 603,095 คน เข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) จำนวน 35,531 ครั้ง โดยที่ ร้อยละ 44.6 ของการเข้าถึงบริการเป็นบริการคัดกรองโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก รองลงมาคือ บริการยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ร้อยละ 26 และบริการฉีดวัคซีนพื้นฐาน (EPI) ร้อยละ 18.1 ของการเข้าถึงบริการทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 0.4 เท่านั้นที่เข้าถึงบริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีสายตาผิดปกติ เด็กกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านเศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพ และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน
จากข้อมูลสะท้อนชัดว่า แม้ประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับ แต่ยังมีเด็กกลุ่มเปราะบางจำนวนหนึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น เช่น การรับวัคซีนพื้นฐาน การได้รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก การตรวจคัดกรองปัญหาสุขภาพ และการได้รับแว่นตาเมื่อมีปัญหาทางสายตา “โจทย์วันนี้ไม่ใช่เพียงทำให้เด็กมีสิทธิ แต่ต้องทำให้สิทธิและบริการเดินทางไปถึงเด็ก” ดร.ไกรยส กล่าว
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ. จะใช้ฐานข้อมูลรายบุคคลเป็นเครื่องมือชี้เป้าเด็กที่ต้องได้รับการดูแล ครอบคลุมกว่า 7,000 ตำบลทั่วประเทศ ก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับ สปสช. เขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสุขภาพ โรงเรียน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
จากนั้นจะร่วมกันสร้างระบบค้นหาเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ เชื่อมเข้าสู่สิทธิและบริการสุขภาพ และส่งต่อการดูแลอย่างต่อเนื่องใกล้บ้าน เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “สิทธิสุขภาพที่มีอยู่” กับ “การเข้าถึงบริการจริง” โดยเฉพาะเด็กในครอบครัวเปราะบาง เด็กในพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลช่วยประสานเข้าสู่ระบบบริการ รวมถึงการคัดกรองเชิงรุกในเด็กระดับประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะยาว
“กิจกรรมที่เด็กและเยาวชนกว่า 200 คนในชุมชนคลองเตยได้รับการตรวจสุขภาพในวันนี้ คือภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดของความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อเรารู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน เราต้องสามารถนำบริการสุขภาพและโอกาสทางการเรียนรู้ไปถึงเด็กได้ เพราะการพาเด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ห้องเรียน แต่อาจเริ่มต้นจากการทำให้เด็กคนหนึ่งมีสุขภาพและชีวิตที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้” ดร.ไกรยส กล่าว

เชื่อมสุขภาพกับการศึกษา เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสจากปัญหาที่ป้องกันได้
นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเชื่อมโยง “สุขภาพ” และ “การศึกษา” เข้าด้วยกัน เพราะเด็กคนหนึ่งจะเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องมีทั้งสุขภาพที่ดีและโอกาสทางการเรียนรู้ควบคู่กัน
หากเด็กมีปัญหาสุขภาพ เช่น ปัญหาสายตา สุขภาพช่องปาก ภาวะโภชนาการ หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ แต่ไม่ได้รับการค้นหาและดูแลอย่างทันท่วงที ย่อมส่งผลต่อการเรียน การใช้ชีวิต และความมั่นใจของเด็ก
ภายใต้ความร่วมมือนี้ สปสช. จะร่วมกับ กสศ. เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคล เพื่อค้นหาเด็กที่ควรได้รับการดูแลเชิงรุก พร้อมประสานหน่วยบริการและเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการดูแลตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค คัดกรองปัญหาสุขภาพ ไปจนถึงการส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย
นายแพทย์จเด็จ ยกตัวอย่างโครงการ “แว่นตาสำหรับเด็กไทย” ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 มีเด็กนักเรียน 42,539 คน เข้าถึงบริการคัดกรองสายตาผ่าน 117 โครงการ พบเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ 14,025 คน และได้รับการสนับสนุนแว่นตาที่เหมาะสมผ่าน 88 โครงการ
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเราค้นหาได้เร็วและดูแลได้ทันเวลา ปัญหาสุขภาพที่สามารถแก้ไขได้ จะไม่กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

ยกระดับ Thailand Zero Dropout Plus ด้วยระบบข้อมูลและการทำงานเชิงพื้นที่
ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ความร่วมมือของ กสศ. และ สปสช. ในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการทำงานร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพเดินทางไปถึงเด็กทุกคน
“เด็กและเยาวชนไทยทุกคนมีสิทธิด้านสุขภาพอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการทำให้สิทธิเข้าถึงเด็กทุกคน นี่คือเหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน จากการรอให้เด็กเข้ามาหาระบบ เป็นการใช้ข้อมูลค้นหาเด็ก เชื่อมโยงหน่วยงาน และนำบริการลงไปถึงระดับพื้นที่”
ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด All for Education โดยใช้ระบบข้อมูลร่วมกันเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมการทำงานของหน่วยงานด้านการศึกษา สาธารณสุข และท้องถิ่น เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง

“ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ สปสช. จะเป็นกุญแจสำคัญในการปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นทาง ช่วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครู และหน่วยงานในพื้นที่ สามารถใช้ข้อมูลเดียวกันในการค้นหาและดูแลเด็กได้อย่างแม่นยำ”
ดร.สิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้เด็กทุกคนมีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และโอกาสทางการศึกษาที่ดี เพราะเมื่อระบบสามารถค้นหาเด็กได้ตั้งแต่ต้นทาง และนำบริการสุขภาพไปถึงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที สุขภาพก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ และเด็กทุกคนจะมีโอกาสเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ



