ปตท. เปิดเวทีความรู้สีเขียว ส่งต่อพลังป่า 1.3 ล้านไร่ สู่ชีวิตที่ดีของคนไทย

22.07.26 | 16:38 น.

สภาพอากาศที่แปรปรวนหนักขึ้นทุกปี ทั้งคลื่นความร้อน ฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมเมืองใหญ่ และฤดูกาลที่ดูเหมือนจะหมุนผิดจังหวะ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาตั้งคำถามว่า “ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว” ที่เคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แท้จริงแล้วส่งผลต่อคุณภาพอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม และแม้แต่สุขภาพจิตของเราโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ การสร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจึงกลายเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วน ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเวทีเสวนา “ศูนย์เรียนรู้ ปตท. : พลังความรู้…เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน” ณ ปตท. สำนักงานใหญ่ ตลอดทั้งวันตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น. รวบรวมนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชุมชนจากทั่วประเทศมาร่วมถ่ายทอดบทเรียนความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน

จากป่าปลูก 1.3 ล้านไร่ สู่ 4 ศูนย์เรียนรู้พลิกฟื้นผืนป่าเพื่อคุณภาพชีวิต

เบื้องหลังของงานเสวนาในครั้งนี้ คือการสั่งสมประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษ ย้อนไปตั้งแต่ปี 2537 ที่ ปตท. อาสาเข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 1 ล้านไร่ และบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จในปี 2545 จากนั้นได้ขยายผลต่อเนื่องจนปัจจุบันมีพื้นที่แปลงปลูกป่ารวมกว่า 1,345,582 ไร่ ครอบคลุม 59 จังหวัดทั่วประเทศ
องค์ความรู้ที่สะสมมาตลอดหลายสิบปีนี้ได้ถูกรวบรวมและต่อยอดผ่าน “สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.” ซึ่งดูแลศูนย์เรียนรู้ทั้งสิ้น 4 แห่งทั่วประเทศ แต่ละแห่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และล้วนเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่าพื้นที่เสื่อมโทรมสามารถกลายเป็นปอดสีเขียวของชุมชนได้จริง
ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพมหานคร บนพื้นที่ 12 ไร่ คือตัวอย่างที่ตรงใจคนเมืองมากที่สุด เพราะสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงพื้นที่ทิ้งขยะรกร้าง ก่อนที่ ปตท. จะพลิกฟื้นให้กลายเป็น “ป่านิเวศ” ที่จำลองสังคมพืชป่าท้องถิ่นของกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์ และยังเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย เปิดให้เยี่ยมชมตั้งแต่ปี 2558

ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง บนพื้นที่กว่า 351 ไร่ คือโมเดลการพลิกฟื้นที่ดินเสื่อมโทรมจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวให้กลายเป็นป่าต้นแบบภาคตะวันออก รวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและพันธุ์ไม้หายากของไทยไว้เป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บนพื้นที่ 717 ไร่ และเป็นศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้าง แห่งแรกของประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญสำหรับการอนุรักษ์ชายฝั่งและระบบนิเวศทางทะเล
ศูนย์เรียนรู้สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ ดำเนินการร่วมกับกรมป่าไม้ บนพื้นที่ 38 ไร่ ถือเป็นสวนสาธารณะสีเขียวขนาดใหญ่อันดับ 2 ของพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า มุ่งพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่ชุมชนมีส่วนร่วม

Advertisement

เจาะไฮไลท์เวทีเสวนา-เวิร์กชอป ถอดสูตรความยั่งยืนที่ทุกคนทำได้จริง

บรรยากาศของงานเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา เปิดด้วย ปาฐกถาพิเศษ จาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาศูนย์เรียนรู้ทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศ ปตท. และราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ในหัวข้อ “ปตท. สืบสานพระราชปณิธาน การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งวางรากฐานทางวิชาการให้กับทุกกิจกรรมที่ตามมาตลอดวัน
เวทีเสวนาแรก “พลังความรู้…เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน” ดำเนินรายการโดยคุณสุวิกรม อัมระนันทน์ รวมผู้เชี่ยวชาญหลากด้านได้แก่ คุณดาวรุ่ง ใจจริง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ที่ปรึกษาด้านป่านิเวศและการปลูกป่าแบบมิยาวากิ, รวมถึง ผศ.ดร.พสุธา สุนทรห้าว และ ผศ.มณฑาทิพย์ โสมมีชัย จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันถอดประเด็นว่าเราจะนำความรู้ด้านป่าไม้มาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตในยุคปัจจุบันได้อย่างไร
เวทีเสวนาที่สองมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะมุ่งนำเสนอ “ผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นในชุมชน” ดำเนินรายการโดยคุณคมสัน หงภัทรคีรี ผู้จัดการศูนย์ฯ ป่าชายเลนสิรินาถราชินี พร้อมด้วยตัวแทนจากทั้งภาครัฐอย่างคุณวัลลภ ปรีชามาตย์ จาก สผ. และเสียงจากภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคุณบุบผาทิพย์ แช่มนิล จากกลุ่มรักษ์เขาชะเมา จ.ระยอง, คุณพีรธร เสนีย์วงศ์ ผู้ก่อตั้งร้านศูนย์บาทจากชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ และคุณพศิกา เสกตระกูล ประธานกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพจบางกะเจ้า ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ตรงว่าพื้นที่สีเขียวเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจในชุมชนของพวกเขาได้อย่างไรบ้าง

นอกจากเวทีเสวนา ยังมีนิทรรศการ “Green Wellness for Sustainable Living” ที่แสดงผลงานของสถาบันปลูกป่าฯ ตลอดกว่า 30 ปี พร้อมบูธจากเครือข่ายสิ่งแวดล้อมชั้นนำ ทั้ง สผ., สวทช., RECOFTC, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันลูกโลกสีเขียว
หัวใจของงานที่สร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมคือ Workshop อนุรักษ์ธรรมชาติ 3 กิจกรรม ได้แก่ “มาลีจีรัง” การจัดดอกไม้ในโหลแก้วพร้อมน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ, “เทียนหอมพฤกษา” การทำเทียนหอมผสมดอกไม้แห้ง และ “Trash to Trend” การประดิษฐ์พวงกุญแจรีไซเคิลจากกล่องพลาสติก ซึ่งช่วยพิสูจน์ว่าการรักษ์โลกไม่ต้องรอให้ยิ่งใหญ่ เริ่มได้จากของในมือที่มีอยู่แล้ว
ความสำเร็จของงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่คือการส่งต่อองค์ความรู้ที่สะสมมากว่า 3 ทศวรรษออกสู่มือของผู้คนทุกกลุ่ม ทั้งนักวิชาการ ภาคชุมชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลย้อนหลังหรือต้องการวางแผนเดินทางไปเยือนศูนย์เรียนรู้ทั้ง 4 แห่ง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 062-198-4196 หรือ อีเมล [email protected]