ทุกวันนี้แค่เปิดกล้องกดไลฟ์ในโซเชียลมีเดีย ทุกคนก็ผันตัวเป็นสื่อได้ทันที และเมื่อใครๆ ก็สร้างคอนเทนต์เองได้ง่ายขึ้น บทบาทของ Thai PBS ในฐานะสื่อสาธารณะ จึงขยายจากการเป็นผู้ผลิต สู่การเป็น ‘ผู้สร้างคนทำสื่อ’ เพื่อขับเคลื่อนวงการและสังคมไปพร้อมกัน
จากโจทย์สำคัญนี้เองที่กลายมาเป็น Thai PBS Academy ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้คนข่าวหน้าจอ ทีมงานเบื้องหลัง มืออาชีพ ตลอดจนคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ เข้ามาเติมทักษะ เทคโนโลยี และวิธีคิดในการทำงานสื่ออย่างครบวงจร เพื่อร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศสื่อ (Media Ecosystem) ของไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
เพื่อเจาะลึกทิศทางและวิธีคิดเบื้องหลังการขับเคลื่อนสถาบันแห่งนี้ บทความนี้พาไปพูดคุยกับสองผู้บริหารผู้ร่วมวางรากฐาน ปภาภรณ์ เฉลิมวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ และ เสาวณีย์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ที่จะมาถ่ายทอดตั้งแต่จุดเริ่มต้น การออกแบบหลักสูตรเจียระไนคน ไปจนถึงเป้าหมายสำคัญในการดันสารคดีไทยออกสู่สายตาโลก
จุดเริ่มต้นของ Thai PBS Academy กับภารกิจพัฒนาคนทำสื่อ
หากย้อนมองจุดเริ่มต้น Thai PBS Academy เติบโตมาพร้อมบทบาทการเป็นสื่อสาธารณะตั้งแต่วันแรก ด้วยเป้าหมายในการเปิดพื้นที่เรียนรู้และส่งต่อทักษะด้านการสื่อสารมวลชนสู่สังคม
ปภาภรณ์ เล่าถึงเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า จุดกำเนิดของความเป็น Academy มีมาตั้งแต่เริ่มตั้ง Thai PBS ขึ้นมาเลย ในเมื่อเราเป็นสื่อสาธารณะ ก็น่าจะทำประโยชน์ด้วยการเป็นสถาบันสื่อสาธารณะ ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการพัฒนาความรู้ด้านการสื่อสารมวลชนให้กับสังคม โดยที่เราไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยกันมากมาย
แม้ที่ผ่านมา Thai PBS จะมีการเปิดพื้นที่รับข้อเสนอการผลิตรายการจากผู้ผลิตอิสระภายนอก (Commissioning) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ดีในการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำจริง แต่เสาวณีย์ มองว่า นั่นยังไม่ครบวงจร
“การให้แค่โอกาสอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตควบคู่ไปด้วยกัน เมื่อเรามีผู้ผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมสื่อโดยรวมก็ดีขึ้น แล้ว Thai PBS เองก็มีโอกาสได้พัฒนาตามไปด้วย”
จากความตั้งใจเดิมในวันแรก Thai PBS ได้พัฒนาหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่อง จนภาพของศูนย์กลางการเรียนรู้ชัดเจนขึ้น และกลายเป็น Thai PBS Academy ที่รวบรวมโมเดลการพัฒนาคน วงการสื่อ รวมถึงเครือข่ายภาคีไว้อย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ปภาภรณ์ เฉลิมวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ
‘หลักสูตรผู้ประกาศข่าว’ พื้นที่เติมทักษะการพูดของคนทุกอาชีพ
หนึ่งในหลักสูตรที่เป็นเหมือนลายเซ็นและได้รับการตอบรับดีเยี่ยมเสมอมา คือ การอบรมผู้ประกาศข่าวตามกฎหมายของ กสทช. ซึ่งมีตั้งแต่ระดับต้น ระดับกลาง ไปจนถึงระดับสูง โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เวิร์กชอปกับคนทำงานตัวจริงในสถานที่จริง
ปภาภรณ์ เล่าถึงบรรยากาศและความพร้อมที่ทำให้คอร์สนี้เต็มเร็วทุกรุ่นว่า ความพิเศษของที่นี่คือ วิทยากรที่มาสอนเป็น ‘ตัวจริง’ ในวงการ เป็นผู้ประกาศข่าวของ Thai PBS ที่อ่านข่าวอยู่หน้าจอจริงมาถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรง และเรามีสถานที่กับอุปกรณ์พร้อม เรียนจบในห้องเรียนเสร็จ เดินลงมาเข้าสตูดิโอจริง ได้ลองยืนลองพูดหน้ากล้องจริง ซึ่งถือว่าครบวงจรมากๆ ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์อบรมยอดนิยม เปิดรับสมัครทีไร ไม่กี่วันก็เต็มทั้ง 3 ระดับ
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ ผู้เข้าอบรมมาจากหลากหลายสายอาชีพ ทั้งคนที่เตรียมตัวสอบใบอนุญาตเพื่อประกอบวิชาชีพสื่อ ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์ แพทย์ นางงาม พนักงานบริษัท แม่บ้าน หรือคนที่เว้นช่วงจากการทำงานไปแล้ว แต่อยากมาปูพื้นฐานการสื่อสารใหม่ มาเติมไฟและสานฝันของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า ทักษะการสื่อสารไม่ใช่สมบัติเฉพาะของคนสายสื่ออีกต่อไปแล้ว
ปภาภรณ์ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับเนื้อหาคอร์สในระดับต้นและระดับกลางจะเป็นการปูพื้นฐานตั้งแต่เรื่องการใช้น้ำเสียง อักขระวิธี บุคลิกภาพ กฎหมายสื่อ ไปจนถึงเทคนิคการเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator) บนแพลตฟอร์มยุคใหม่ เช่น TikTok, YouTube และ Instagram โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรง ส่วนในระดับสูงจะเพิ่มความเข้มข้นด้วยการลงสนามปฏิบัติและจำลองสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนนำไปปรับใช้ได้ทันที
ดึงเสน่ห์ ‘ไทบ้าน’ เติมอาวุธคนทำสื่อในหลักสูตร ‘Documentary Masterclass’

นอกเหนือจากงานข่าว สารคดีนับเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ Thai PBS มีความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้า แต่เป้าหมายของ Thai PBS Academy คือการมองไกลไปถึงการพาผลงานสารคดีไทยออกสู่สายตาคนทั้งโลก จึงต่อยอดประสบการณ์จากหลักสูตร “From Script to Series : Masterclass” ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานรุ่นใหม่ได้พัฒนาบทกับนักเขียนและผู้กำกับมืออาชีพ สู่ “Documentary Masterclass” เวิร์กชอปเจียระไนคนทำสารคดีระดับมืออาชีพ ที่เน้นการเรียนรู้จากตัวจริงในวงการ และพัฒนาผลงานให้พร้อมก้าวสู่ผู้ชมในระดับสากล

เสาวณีย์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ
เสาวณีย์ เล่าถึงเบื้องหลังคอร์สนี้ว่า เราใช้รูปแบบเดียวกับ Script to Series คือเรียนกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และไม่ได้เรียนจบแล้วแยกย้าย แต่มีการต่อยอด คัดเลือกโครงการสารคดีเพื่อนำมาผลิตร่วมกับ Thai PBS จริงๆ
ความพิเศษอีกส่วนคือ การผนึกกำลังกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ภาคอีสาน พร้อมชวนทีมผู้สร้าง ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ มาร่วมเป็นวิทยากร โดย เสาวณีย์ขยายความถึงเหตุผลที่เลือกประเด็นภาคอีสานและทีมไทบ้านว่า ภาคอีสานมีเสน่ห์และมีพลังดึงดูดสูงมาก และเราสนใจทีมไทบ้าน เพราะเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำ ‘จักรวาลไทบ้าน’ ที่สะท้อนวิถีชีวิตคนอีสานออกมาได้อย่างสมจริง ทำให้เรื่องราวของภาคอีสานก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นการดำเนินเรื่องราวที่มีมิติและทรงพลัง
“เราอยากให้เขามาช่วยจุดประกายความคิดว่า ทำอย่างไรให้สารคดีหลุดออกจากขนบแบบเดิมๆ และดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ ให้หันมาสนใจโลกของสารคดีมากขึ้น”
หลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยคัดเลือกผู้มีประสบการณ์ทำงานสื่ออย่างน้อย 1 ปี และประเมินความคมของพล็อตเรื่องเป็นหลัก ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สนใจสมัครเกือบ 80 คน ก่อนจะคัดเลือกเหลือ 30 คนสุดท้ายมาร่วมเวิร์กชอปและพัฒนาผลงานจริง

สร้างคนทำสื่อยุคใหม่ที่เข้าใจสังคม เกราะป้องกันสำคัญในสภาวะสื่อล้นเมือง
นอกจากเรื่องทักษะการผลิตที่ต้องยกระดับ สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือสภาวะการสื่อสารรอบตัวเรา เพราะทุกวันนี้แค่มีมือถืออยู่ในมือ ใครก็กลายเป็นสื่อได้ทันที คำถามสำคัญก็คือ ในเมื่อใครๆ ก็สร้างคอนเทนต์ได้ แล้วเรายังจำเป็นต้องพัฒนา ‘คนทำสื่อ’ อยู่อีกหรือเปล่า ?
ปภาภรณ์ ชวนคิดต่อในประเด็นนี้ว่า จำเป็นมากๆ ยิ่งคนทำสื่อกันเยอะ ยิ่งมีความจำเป็นมากกว่าเดิมหลายเท่า การที่เราจะกดแชร์ โพสต์ หรือไลฟ์อะไรออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีการติดอาวุธทางความคิด และให้ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อให้ตระหนักว่าสิ่งที่เราสื่อสารสร้างผลกระทบอย่างไร
“ยิ่งในยุคที่คนติดกับดักยอดไลก์ ยอดวิว มันอันตรายมากถ้าเราสร้างความเข้าใจผิด เราไม่ได้ต้องการให้เขามาแข่งกันเรื่องความเร็ว หรือไล่ล่าไลก์ชั่วคราวแล้วทิ้งบาดแผลไว้ให้สังคม แต่เราอยากสร้างภูมิคุ้มกัน ให้เขามีความรู้ในการผลิตคอนเทนต์ที่ดี หรือแม้กระทั่งคนทำสื่อมืออาชีพ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการรายงานข่าว ก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือได้ การหยุดคิดและมองภาพรวมก่อนส่งสารจึงสำคัญอย่างยิ่ง”
ในมุมนี้ Thai PBS Academy จึงไม่ได้วางตัวเองเป็นคู่แข่งของครีเอเตอร์คนไหน แต่วางตัวเองเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความร่วมมือ โดย เสาวณีย์ บอกอีกด้วยว่า การทำงานคนเดียวอาจทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่การได้มาเจอเพื่อนๆ ร่วมวงการ ได้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มันคือการเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น เราไม่ได้มองว่าจะต้องไปแข่งกับ Content Creator รายอื่น แต่เราต้องการมาช่วยเสริม เพื่อสร้าง Ecosystem ใหม่ๆ ให้กับวงการสื่อไทยได้เติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน
เติมเต็มจิ๊กซอว์ ‘นักเล่าเรื่อง’ ผลักดันสารคดีไทยสู่สายตาโลก
เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมของวงการสื่อไทย ปภาภรณ์ มองว่า สิ่งที่บ้านเรายังขาดคือ ‘นักเล่าเรื่องที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์’ ซึ่งสามารถเล่าเรื่องยากๆ หรือเรื่องใกล้ตัวให้ออกมาสนุก น่าติดตาม โดยยังคงรักษาวินัยในการสอดแทรกคุณค่าดีๆ ให้สังคมแบบไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ
ขณะเดียวกันทางฝั่งงานสารคดี เสาวณีย์ สะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องเร่งเติมเต็มว่า เวลาที่สารคดีของคนไทยส่งไปประกวดต่างประเทศ งานภาพสวยมาก โปรดักชันคุณภาพเลิศมาก แต่จุดที่เรายังขาดและต้องเติมเต็มคือส่วนของงานก่อนการผลิต (Pre-production) เช่น เรื่องการรีเสิร์ชข้อมูลเชิงลึก การจับประเด็น การพัฒนาโปรเจกต์ (Project Development) เพื่อนำไป Pitching หาทุน
รวมถึงเทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) ว่าทำอย่างไรให้เรื่องราวของเราทัชใจและเข้าถึงผู้ชมในระดับสากล ไม่ใช่แค่ขายได้เฉพาะกลุ่มเล็กๆ คนไทยมีทุนเดิมทางวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่เราต้องเติมมิติการเล่าเรื่องและการบริหารจัดการโปรเจกต์ตรงนี้เข้าไป
ปภาภรณ์ ยังฝากทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่จะทลายข้อจำกัดเดิมๆ ในวงการสื่อไทยว่า ตลาดสารคดีในต่างประเทศนั้นกว้างใหญ่มาก แต่นักทำสารคดีในไทยที่ผ่านมาเหมือนโดนกดไว้ เพราะคนทั่วไปมองว่าสารคดีน่าเบื่อ ข้อจำกัดสูง และช่องทีวีบ้านเราก็เน้นฉายแค่ละครกับซีรีส์เป็นหลัก พื้นที่สำหรับสารคดีจึงมีน้อยมาก
“Thai PBS จึงขอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน ติดอาวุธ ติดทักษะเบสิก ให้เขาเป็นทั้งนักคิดและนักเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้ผลิตไทยมีโอกาสเติบโต และสร้างชื่อเสียงในระดับสากลต่อไป”
การทำงานของ Thai PBS Academy จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างคนทำงานสื่อ ยุคสมัย และสังคมเข้าด้วยกัน นี่คือพื้นที่ที่ให้ทั้งทักษะปฏิบัติ วิชาการ และภูมิคุ้มกันทางความคิด เพราะท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะช่วยสร้างคอนเทนต์แทนเราได้ง่ายขึ้นแค่ไหน สิ่งเดียวที่จะทำให้สื่อยังคงมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้อย่างยั่งยืน ก็คือ ‘คนทำสื่อ’ ที่เข้าใจหัวใจของการสื่อสาร และพร้อมขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน

