‘AOT’ พลิกสนามบินยุคใหม่ ชูแนวคิด ‘Corporate Citizenship’ มุ่งสู่ Net Zero 2044

21.08.26 | 13:52 น.

ทุกครั้งที่คุณเห็นเครื่องบินทะยานจากรันเวย์ขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ แต่สำหรับชุมชนโดยรอบสนามบิน เงาของผืนปีกที่พาดผ่าน คือจังหวะชีวิตที่ดำเนินไปอย่างสอดประสานกันในทุกๆ วัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT จึงมุ่งมั่นมองไกลกว่าการเป็นเพียง “ประตูสู่การเดินทาง” แต่ก้าวสู่บทบาทของการเป็น สนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน” (Corporate Citizenship Airport) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน
AOT ได้วางรากฐานการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงจากจำนวนเที่ยวบินหรือตัวเลขของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากเป็นการสร้างคุณค่าที่สมดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจและการกำกับดูแลที่ดี มิติสังคม และมิติสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนภาพจำของสนามบินจากการเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมรับฟังและตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ความมุ่งมั่นนี้ถูกถ่ายทอดผ่านวิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็น ศูนย์กลางการบินระดับโลกที่ยั่งยืน โดยยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะ AOT เชื่อมั่นว่าทุกก้าวของการเติบโตจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ต้องเป็นการส่งต่อโอกาส คุณภาพชีวิตที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคมโดยรอบ ทั้งหมดนี้คือมาตรฐานใหม่ของท่าอากาศยานยุคใหม่ที่ตั้งใจจะ เชื่อมต่อโลกกว้าง ด้วยหัวใจที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงในระยะยาว


สถาปัตยกรรมแห่งความภาคภูมิใจ และหัวใจสีเขียวของ SAT-1

นอกจากความสะดวกสบายและความทันสมัยที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้โดยสารแล้ว สนามบินยุคใหม่ยังต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดย อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือหนึ่งในภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าว ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลสนามบินที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2024 จาก Prix Versailles ซึ่งจัดโดย UNESCO ขณะเดียวกันภายใต้ความงดงามของอาคารยังผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนไว้อย่างรอบด้าน โดยได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Design) ตามมาตรฐานระดับสากลเพื่อมุ่งสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport แห่งแรกของประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หัวใจสำคัญที่ทำให้ SAT-1 แตกต่าง คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดผลกระทบจากการดำเนินงาน โดยติดตั้งระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-Air ณ หลุมจอดอากาศยาน เพื่อให้เครื่องบินสามารถใช้พลังงานจากภาคพื้นแทนการติดเครื่องยนต์ช่วย (APU) ขณะจอด ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และลดเสียงรบกวนที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน การออกแบบ SAT-1 ยังให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า พร้อมจัดสรรพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ทำให้ทุกองค์ประกอบของอาคารไม่ได้มุ่งตอบโจทย์เพียงความสะดวกสบายของผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

Advertisement

Net Zero 2044 เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อโลกและเศรษฐกิจ

AOT ได้ประกาศพันธกิจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2587 (ค.ศ. 2044) ถือเป็นการปักธงที่ท้าทายกว่าเป้าหมายระดับประเทศ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนส่งเสริมแนวทางที่เหมาะสมในการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม โดย AOT ได้บูรณาการแนวคิดคาร์บอนต่ำเข้าสู่การดำเนินธุรกิจในทุกมิติอย่างเป็นระบบ
กลยุทธ์สำคัญที่เริ่มลงมือทำจริงแล้วคือการเปลี่ยนพื้นที่ว่างในสนามบินให้เป็นขุมพลังสะอาดผ่านโครงการ Solar Rooftop บนหลังคาอาคารผู้โดยสาร และ Solar Floating ในบ่อน้ำของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 37.819 MWp ซึ่งถือเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว AOT ยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง Airport Carbon Accreditation (ACA) ในระดับที่แสดงถึงการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันท่าอากาศยานหลายแห่งของ AOT ได้รับการรับรองในระดับที่ 3 ซึ่งหมายถึงการขยายขอบเขตการลดคาร์บอนไปยังผู้มีส่วนได้เสียภายนอกด้วย การดำเนินงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกเที่ยวบินที่ทะยานขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่สะอาดขึ้นและเป็นมิตรต่อโลก

‘Seamless Journey’ การเดินทางที่ราบลื่นไร้รอยต่อ

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบาย และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT ที่เป็นเพื่อนคู่ใจของนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเช็กอิน ติดตามสถานะสัมภาระแบบ Real-time หรือการรับข้อมูลเที่ยวบินที่แม่นยำ เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความแออัดภายในสนามบินเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
นวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดคือการนำระบบ Biometrics หรือการสแกนใบหน้ามาใช้ยืนยันตัวตนผู้โดยสาร ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการยืนยันตัวตนเหลือเพียง 10  วินาทีต่อคน ระบบนี้ช่วยให้ผู้โดยสารไม่ต้องเสียเวลารอคิวนานและลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้การเดินทางผ่านท่าอากาศยานของ AOT สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

เพื่อนบ้านที่ดี ความจริงใจที่ก้าวข้ามรั้วสนามบิน

ในฐานะ พลเมืองที่ดีของสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน AOT ไม่ได้มองความสำเร็จเพียงแค่ตัวเลขผลกำไร แต่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุขผ่านโครงการ “AOT อาสาปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดย AOT ฟื้นฟูป่าต้นน้ำในจังหวัดกาญจนบุรีที่ครอบคลุมพื้นที่ 360 ไร่ เพื่อกักเก็บคาร์บอนและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับโลก กิจกรรมเหล่านี้สร้างโอกาสให้พนักงานได้สัมผัสและเข้าใจความต้องการของเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง
ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการเป็นพลเมืองดี AOT จึงได้จัดให้มี ระบบจัดการข้อร้องเรียนของชุมชน (Community Grievance Mechanism) ที่เข้าถึงได้ง่ายและชัดเจน เพื่อรับฟังเสียงและข้อกังวลจากเพื่อนบ้านรอบสนามบินอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นแผนการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินงานของท่าอากาศยาน และสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างองค์กรและชุมชนในระยะยาว

Clean Tech ขับเคลื่อนอนาคตสู่ระบบนิเวศการบินคาร์บอนต่ำ

AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านการใช้ Clean Tech หรือเทคโนโลยีสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยมีการติดตั้งสถานีชาร์จ EV Charging ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภูเก็ต และสำนักงานใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและอำนวยความสะดวกให้แก่นักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนยานพาหนะและอุปกรณ์ภาคพื้น (GSE) ให้เป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อสร้างระบบนิเวศการบินที่สะอาดและปลอดภัย ซึ่งการลดมลพิษจากเครื่องยนต์ภายในเขตการบินไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงานทุกคนในสนามบินอีกด้วย
นอกจากนี้ AOT ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green ICT) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรดิจิทัลอย่างคุ้มค่าและลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนผ่านการได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย AOT ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของ Dow Jones Best-in-Class Indices 2025 (DJBIC)  ในกลุ่ม DJ BIC World (หรือเดิมคือ DJSI World)   ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และคว้าอันดับหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม (Transportation and Transportation Infrastructure: TRA)  จาก S&P Global Sustainability ด้วยคะแนน Top 1% S&P Global Sustainability ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศและความมุ่งมั่น ของ AOT ในด้านความยั่งยืนสู่สาธารณะ
ในวันที่โลกการบินกลับมาขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ทุกการเดินทางผ่านสนามบินของ AOT จึงไม่ใช่เพียงแค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือการที่คุณได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการบินที่มีความีรับผิดชอบต่อโลกและสังคม ด้วยความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี .. 2587 (2044)
AOT จะยังคงเดินหน้าบูรณาการแนวคิดคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกย่างก้าวของการเติบโต เพราะ AOT เชื่อมั่นว่า การเชื่อมต่อโลกกว้าง ด้วยหัวใจที่ยั่งยืน คือพันธกิจที่สำคัญที่สุดในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมไทยที่จะพาพวกเราทุกคนเดินทางสู่อนาคตที่สีเขียวและยั่งยืนไปด้วยกัน

*อ้างอิง*

แผนวิสาหกิจฉบับทบทวนปี 2569