ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านพลังงานบนเวที Gastech 2026 สะท้อนศักยภาพไทยบนเวทีโลก

16.09.26 | 16:10 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานโลก งาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำและผู้บริหารจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงาน และเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางพลังงานในอนาคต


หนึ่งในภาพที่สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยบนเวทีดังกล่าว คือการที่กลุ่มผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ได้รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก ในประเด็นสำคัญทั้งก๊าซธรรมชาติและ LNG ความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน สะท้อนถึงองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้บริหาร ปตท. ที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมพลังงานระดับนานาชาติ

การร่วมแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ และเป็นโอกาสในการนำเสนอมุมมองของประเทศไทย ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอาเซียนที่เผชิญโจทย์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางพลังงาน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Advertisement

เชื่อมพลังงานไทย สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาค

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขับเคลื่อนภาคพลังงานจำเป็นต้องรักษาสมดุลใน 3 มิติ หรือ Energy Trilemma ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งทั้ง 3 ด้านจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน

“ก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น Destination Fuel ที่มีบทบาทในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา LNG การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน” ดร.คงกระพัน เผย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับประเทศ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งมีโครงข่ายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน LNG การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาและแลกเปลี่ยนพลังงาน ทำให้แต่ละประเทศสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาด และเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อการจัดหาพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างประเทศในภูมิภาค

สำหรับ ปตท. ความพร้อมดังกล่าวมีพื้นฐานจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ก๊าซธรรมชาติ ตั้งแต่การสำรวจและผลิต การจัดหา การขนส่ง การแปรสภาพ LNG ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มีการลงทุนในประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในประเทศและประเทศข้างเคียง ถูกส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับ LNG Terminal ทั้ง 2 แห่ง

ด้าน บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) มีศักยภาพรองรับการนำเข้า จัดเก็บ และแปรสภาพ LNG กลับเป็นก๊าซธรรมชาติได้รวม 19 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมสนับสนุนศักยภาพของไทยในการพัฒนาไปสู่ Regional LNG Hub ขณะที่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. มีสำนักงานในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วโลก ครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 80 ประเทศ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ LNG ต่อยอดศักยภาพของกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงตลาดพลังงานของไทยกับเครือข่ายพลังงานระหว่างประเทศ

ลดคาร์บอน ควบคู่ความมั่นคง

ขณะเดียวกัน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ผู้บริหาร ปตท. ร่วมแลกเปลี่ยนบนเวที Gastech 2026 โดย ปตท. ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ โดย ปตท.สผ. ซึ่งได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายเมื่อปี 2568 โครงการมีศักยภาพในการดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี และเป็นโครงการ CCS แรกของประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นต่อไป

นอกจากนี้ ปตท. ยังนำเสนอแนวคิด Industrial Spark หรือ I-SPARK เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดระยอง โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนา Total Solution for Industrial Sustainability ที่นำเทคโนโลยี IoT, Data Science และ AI มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน บริหารต้นทุน และลดการปล่อยคาร์บอน เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ

จากเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับนานาชาติ Gastech 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองจากประเทศไทยสู่เครือข่ายพลังงานระดับโลก พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรม ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

บทบาทของผู้บริหาร ปตท. บนเวที Gastech 2026 จึงสะท้อนทั้งศักยภาพขององค์กรและการยอมรับในระดับสากล พร้อมทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งกลไกในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของไทยกับภูมิภาค เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มีความมั่นคง สามารถแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน