ปิดฉากศึกมวยสากลหญิงชิงแชมป์ไทย 2569 ‘เกวลิน’ คว้าทองบวกยอดเยี่ยม-สมาคมฯ เฟ้นดาวรุ่งต่อยอดทีมชาติ

29.09.26 | 15:22 น.

การพัฒนานักกีฬามวยสากลไทยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่ต้องอาศัยเวทีการแข่งขันภายในประเทศเพื่อให้นักกีฬาได้สะสมประสบการณ์ พัฒนาทักษะ และพิสูจน์ศักยภาพจากการแข่งขันจริง ขณะเดียวกัน เวทีระดับประเทศยังมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้นักกีฬาจากหลากหลายสังกัดได้เข้ามาแข่งขันและแสดงความสามารถ


ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันมวยสากลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬามวยสากลไทย โดยสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน 2569 ในรูปแบบโอเพ่น ณ อาคารศูนย์ฝึกกีฬามวยสากลมาตรฐานระดับสากล (TIBTC) การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก กรุงเทพมหานคร เปิดโอกาสให้นักกีฬาจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันและพิสูจน์ศักยภาพบนเวทีระดับประเทศ

Advertisement

การสร้างโอกาสให้นักกีฬาได้ลงสนามและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมสนับสนุนสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการ “1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส” ประจำปี 2567-2570 เพื่อสนับสนุนการค้นหาและพัฒนานักกีฬาที่มีศักยภาพ พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาได้แสดงความสามารถและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระดับประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาสู่การเป็นตัวแทนทีมชาติไทย

8 รุ่น 8 เหรียญทอง จากผลงานบนสังเวียน

การแข่งขันปีนี้มีนักกีฬาชายเข้าร่วม 204 คน และนักกีฬาหญิง 55 คน รวมทั้งสิ้น 259 คน โดยการแข่งขันประเภทประชาชนหญิงแบ่งออกเป็น 8 รุ่นน้ำหนัก ตั้งแต่รุ่นไลท์ฟลายเวท ไม่เกิน 48 กิโลกรัม ไปจนถึงรุ่นมิดเดิลเวท ไม่เกิน 75 กิโลกรัม เปิดโอกาสให้นักกีฬาหญิงจากหลากหลายสังกัดได้ลงสนามและแสดงศักยภาพผ่านการแข่งขันจริง

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 การแข่งขันประเภทประชาชนหญิงเข้าสู่ช่วงสำคัญ ก่อนเข้าสู่บทสรุปของการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีของนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้อง กว่าจะมาถึงรอบชิงชนะเลิศ นักกีฬาแต่ละคนต้องผ่านการชกในแต่ละรอบ ซึ่งเป็นทั้งบททดสอบทักษะและความพร้อม พร้อมเรียนรู้การรับมือกับคู่แข่งขัน ควบคุมจังหวะบนเวที และรักษาสมาธิภายใต้แรงกดดัน

เกวลิน นรสิงห์ จากสโมสรราชนาวี คว้าเหรียญทองรุ่นไลท์ฟลายเวท
ไม่เกิน 48 กิโลกรัม พร้อมรางวัลนักชกยอดเยี่ยม

ผลการแข่งขันประเภทประชาชนหญิงทั้ง 8 รุ่น จึงเป็นอีกหนึ่งบทสรุปของการแข่งขันครั้งนี้ โดยมีนักชกที่คว้าเหรียญทอง ดังนี้ รุ่นไลท์ฟลายเวท ไม่เกิน 48 กิโลกรัม เกวลิน นรสิงห์ จากสโมสรราชนาวี ทั้งยังคว้ารางวัล ‘นักชกยอดเยี่ยม’ ประจำการแข่งขัน จากผลงานบนสังเวียนที่โดดเด่น

รุ่นฟลายเวท ไม่เกิน 51 กิโลกรัม จันทกานต์ มโนบาล จากสโมสรราชนาวี คว้าเหรียญทอง ขณะที่ รุ่นแบนตั้มเวท ไม่เกิน 54 กิโลกรัม เป็นของ กนกวรรณ วิรุฬพัฒน์ จากสโมสรกองทัพอากาศ และรุ่นเฟเธอร์เวท ไม่เกิน 57 กิโลกรัม จิตติมา พรมแสน จากสโมสรราชนาวี คว้าเหรียญทองไปครอง

ขยับขึ้นมาในรุ่นไลท์เวท ไม่เกิน 60 กิโลกรัม เหรียญทองเป็นของ พชิรภัสสร ปั้นคุ้ม จากสโมสรเกษตรศาสตร์ A ส่วรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท ไม่เกิน 64 กิโลกรัม ปณิดา แก้วแก่นคูณ จากสโมสรกองทัพอากาศ เป็นผู้คว้าเหรียญทอง

สำหรับรุ่นเวลเตอร์เวท ไม่เกิน 69 กิโลกรัม วราพร ใจเที่ยง จากสโมสรกองทัพอากาศ คว้าเหรียญทอง ก่อนปิดท้ายที่รุ่นมิดเดิลเวท ไม่เกิน 75 กิโลกรัม ซึ่ง ศิริมล ยี่เสาร์ จากสโมสรเกษตรศาสตร์ A คว้าเหรียญทองไปครอง

มากกว่าเหรียญรางวัลคือประสบการณ์

เมื่อการชกจบลงทั้ง 8 รุ่น พิธีมอบเหรียญรางวัลจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างสมเกียรติ พร้อมการมอบรางวัลทีมอันดับ 1-3 และรางวัลนักชกยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน โดยผู้ได้รับเหรียญทองจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท, เหรียญเงิน 7,000 บาท และเหรียญทองแดง 4,000 บาท ส่วนนักชกยอดเยี่ยมรับเงินรางวัล 5,000 บาท รวมถึงเงินบำรุงทีมสำหรับสโมสรที่ส่งแข่งขันครบตามเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม คุณค่าของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเงินรางวัลหรือผลแพ้ชนะ เพราะการเปิดรับนักชกจากทั่วประเทศ ทำให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเชิงชกและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงบนสังเวียน ขณะเดียวกัน ผลงานจากรายการนี้ยังใช้เป็นเกณฑ์ติดตามประเมินศักยภาพนักกีฬา เพื่อคัดเลือกผู้มีความพร้อมเข้าสู่การเก็บตัวฝึกซ้อมในฐานะทีมชาติไทย สำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติต่อไป

หลังเสร็จสิ้นพิธี คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ผู้ทรงคุณวุฒิ และประธานในพิธี ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับเหล่านักกีฬาเพื่อบันทึกภาพความประทับใจ ก่อนปิดฉากศึกมวยสากลประเภทประชาชนหญิง ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นบทสรุปของความมุ่งมั่นทุ่มเท และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนักชกหญิงไทยในการพัฒนาฝีมือสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคต