นับถอยหลัง‘เลือกตั้ง’ ผ่านผลฟรีแอนด์แฟร์ ยึดฉันทามติประชาชน
นับถอยหลังอีก 37 วัน กับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ภายหลังที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 3-7 เมษายน เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ส่วนระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน เป็นวันรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนได้เห็นความชัดเจนทั้ง ตัวผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตทั้ง 400 เขต ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะนำเสนอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินผ่านการเลือกตั้ง
พรรคใหม่ พรรคเก่า พรรคเล็ก พรรคใหญ่ ต่างแสดงความชัดเจนผ่านบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 7 พันคน ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ ตามที่ กกต.เปิดเผยนั้น อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เสนอ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี และ น.อ.ศิธา ทิวารี, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล, พรรคประชาชาติ เสนอ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง, พรรคเพื่อชาติ เสนอ นายเรวัต วิศรุตเวช และ ร.อ.จารุพล เรืองสุวรรณ, พรรคเสรีรวมไทย (สร.) เสนอชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เสนอ นายวราวุธ ศิลปอาชา
พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) จำนวน 3 คน คือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกรณ์ จาติกวณิช และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ, พรรคเพื่อไทย (พท.) จำนวน 3 คน คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน และนายชัยเกษม นิติสิริ
จากนี้ไปจนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองแบบ และแคนดิเดตนายกฯของทุกพรรคการเมือง ย่อมต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มที่ ทั้งการนำเสนอนโยบายที่เป็นหมัดเด็ด ตลอดจนการนำเสนอตัวตนและวิสัยทัศน์ของว่าที่นายกฯคนที่ 30 ผ่านแคนดิเดตนายกฯ เพื่อหวังโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิดความเชื่อมั่นทั้งตัวคนและนโยบาย ผ่านคะแนนเสียงที่จะได้รับ
โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่หลายพรรคหลักพยายามนำเสนอต่อประชาชน อาทิ นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ต จำนวนเงิน 10,000 บาท ให้กับบุคคลที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยต้องใช้จ่ายให้หมดภายใน
6 เดือนนับแต่วันที่เริ่มนโยบาย ของพรรค พท.นโยบายการประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่าง ข้าว มัน ยาง ปาล์มและข้าวโพด ธนาคารหมู่บ้านและชุมชนแห่งละ 2 ล้านบาททั้งประเทศ ของพรรค ปชป. นโยบายบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือน ของพรรค พปชร. นโยบายพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ของพรรค ภท.
นโยบายรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้อีก 5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ด้วยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเฉดสี ผ่านแนวคิด “งานดี-มีเงิน-ของไม่แพง” ของพรรค ชพก.
นโยบาย “ว้าว ไทยแลนด์” การสร้างความมั่งคั่ง สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อประชาชน อาทิ สร้างรายได้แก่ผู้สูงอายุ-เบี้ยคนพิการเดือนละ 3,000 บาท ของพรรค ชทพ.
เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าจะมีผลชี้ขาดแพ้-ชนะ การเลือกตั้งได้ ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อพรรคที่จะนำเสนอนโยบายที่ประชาชนมั่นใจว่าจะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่ ถือเป็นโจทย์และการบ้านข้อใหญ่ให้แต่ละพรรคต้องไปแก้เกม ปรับกลยุทธ์กันเอง
ขณะที่บทบาทของผู้กำกับและจัดการเลือกตั้งอย่าง “กกต.” ย่อมเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ในการจัดการเลือกตั้งให้ออกมา “ฟรีแอนด์แฟร์” คือ โปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุด ขณะที่ประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ที่ กกต.ยึดตามกฎหมายว่าต้องจัดพิมพ์แบบเดียวกันทั้ง 400 เขต จนมีเสียงสะท้อนจากฝ่ายการเมืองว่าเป็นบัตรโหลเนื่องจากมีแค่หมายเลขของผู้สมัครซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิดความสับสน จำหมายเลขผู้สมัครไม่ได้เนื่องจากผู้สมัครแต่ละเขตได้เบอร์ไม่เหมือนกัน เลือกผู้สมัครไม่ตรงกับเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งอาจจะทำให้เกิดบัตรเสียเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ พร้อมกับส่งเสียงสะท้อนให้ กกต.ปรับแก้ไขบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตให้ประชาชนมีความสับสนให้น้อยที่สุด ตลอดจนการตรวจสอบทั้งการหาเสียง การกระทำของทุกฝ่ายที่ส่อทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เนื่องจากมีการวิเคราะห์ตรงกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ดุเดือด เพราะผลการเลือกตั้งถือเป็นเดิมพันสูงของทุกพรรค บางพรรคต้องสู้ทุกทางเพื่อหวังให้ได้เสียง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 25 เสียง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก โดยเสียง ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้รับ “มาก” หรือ “น้อย” ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตและสมการทางการเมืองว่าใครจะอยู่ในขั้วฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล
การดูแลและจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต.ให้ออกมา “ฟรีแอนด์แฟร์” จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายมีความคาดหวัง ให้ผลการกาบัตรในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้
เป็นที่ยอมรับและนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปตามฉันทามติของประชาชน

