จังหวะก้าวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน และวาระมอบนโยบายให้กับทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และหน่วยงานทีมประเทศไทยประจำภูมิภาคอเมริกา ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงนโยบายรัฐบาล การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ และความร่วมมือของไทยกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาให้มีประสิทธิภาพ
โดยเน้นย้ำให้ทีมไทยแลนด์เดินหน้าการทูตเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งทีมไทยแลนด์เปรียบเสมือนทัพหน้าของประเทศไทย ในต่างประเทศที่จะช่วยแสวงหาโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งนายกฯ ได้หารือกับผู้บริหารภาคเอกชนด้านอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดไดรฟ์ อย่าง บริษัท WD หรือเวสเทิร์นดิจิตอล ของสหรัฐ
นอกจากนี้ได้พูดคุยกับ นาย Charles H. Rivkin ประธานและประธานกรรมการบริหารสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐ (MPA) พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทภาพยนตร์ชั้นนำของสหรัฐ โดยรัฐบาลพร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีให้แก่นักลงทุนเพื่อจูงใจการลงทุน และการถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่ไทยกับสหรัฐ มีการลงทุนระหว่างกัน 5 แสนล้านบาท
ขณะที่การเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นอกจากนายกฯ จะได้โชว์จุดยืนและวาระการขับเคลื่อนของประเทศไทยต่อผู้นำต่างประเทศแล้ว น.ส.แพทองธาร ยังได้หารือกับบริษัทกูเกิล เพื่อตอกย้ำความร่วมมือการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ ในประเทศไทยมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท
รวมทั้งพูดคุยกับ “โซว จือ ชิว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติ๊กต็อก (TikTok) เพื่อร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (MSMEs) ผ่านทางอีคอมเมิร์ซ ต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย
การเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 และการมอบนโยบายให้ทีมไทยแลนด์ที่สหรัฐ ของ น.ส.แพทองธาร เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อให้ทั้งผู้นำต่างประเทศและผู้นำภาคธุรกิจของบริษัทชั้นนำ ที่มีต่อประเทศไทย ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ ผ่านคำยืนยันของนายกฯ ที่ว่า จุดยืนของประเทศไทยอยากให้เห็นประชาชนเป็นศูนย์กลาง อยากทำให้ประเทศไทยพร้อม และรัฐบาลพยายามสร้างโอกาสในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างอนาคตที่ดี รองรับให้คนไทยทำงานในประเทศ
ขณะที่เรื่องการเมืองของไทยขอให้ความมั่นใจว่า การเมืองมีความมั่นคงพอสมควรแล้ว ฉะนั้นจะทำเรื่องนี้ให้แข็งแรงมากที่สุด เพื่อให้ต่างชาติเกิดความมั่นใจ และนำเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศไทย
ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยืนยันว่า จะอยู่จนครบเทอม เพื่อให้การลงทุนมีความต่อเนื่อง เพราะแน่นอนว่า เทอมข้างหน้าอยากให้นำเรื่องนโยบายการลงทุนไปต่อ ไม่อยากให้ประเทศสะดุดเพราะเรื่องการเมืองเช่นในอดีต จึงอยากจะสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว และขอเน้นย้ำให้เอกอัครราชทูตทุกประเทศดูแลทุกข์สุขของคนไทย และขอให้ทำความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องการเมืองอย่างถูกต้องด้วย
ขณะที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ ผ่านการนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีอีกหนึ่งสถานะ คือ บิดาของนายกรัฐมนตรี ที่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยกทีมแกนนำ พรรค พท.
ลงพื้นที่ช่วย “ศราวุธ เพชรพนมพร” ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี พรรค พท. เบอร์ 2 ขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนนเสียง ที่ จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
การที่ “ทักษิณ” นำคณะลงช่วยผู้สมัครนายก อบจ. พรรค พท. หาเสียงด้วยตัวเอง ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดงฐานเสียงสนับสนุนที่สำคัญของ พรรค พท.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลต่อนัยการเมืองภาพใหญ่ แม้จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับ นายก อบจ. เพราะเนื้อหาสาระที่ “ทักษิณ” สื่อสารผ่านเวทีปราศรัย ทางหนึ่งนอกจากย้ำจุดแข็งของแบรนด์พรรค พท. ที่มีต้นตำรับมาจากพรรคไทยรักไทย ผ่านผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สมัยที่ “ทักษิณ” นั่งเป็นนายกฯ เมื่อ 23 ปี ที่ผ่านมาแล้ว ยังเป็นการเช็กเรตติ้งและความนิยมในตัว “ทักษิณ” ต่อฐานเสียงในพื้นที่ จ.อุดรธานี ในรอบ 17 ปี ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศนโยบายสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดต่อรัฐบาลแพทองธาร ที่จะขับเคลื่อนนับจากนี้ด้วย ทั้งการจ่ายเงินหนึ่งหมื่นบาท เฟส 2 ให้กับกลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่ในสถานะขาดสภาพคล่องในเดือนธันวาคมนี้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน และเพิ่มเป็น 700 บาทต่อวันในโอกาสต่อไป การปรับเพิ่มเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี จาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท
การแก้ปัญหายาเสพติดที่เป็นผลงานจับต้องได้สมัยรัฐบาลไทยรักไทย การแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน โดยความร่วมมือของกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ผ่านแพคเกจผ่อนบ้านเดือนละ 4 พันบาท
อีกนัยหนึ่งการที่ “ทักษิณ” เลือกลงพื้นที่ภาคอีสาน ใน จ.อุดรธานี แม้จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ฐานเสียงของพรรค พท.ที่มีความเข้มแข็ง แต่เป็นการมาตอกย้ำให้เกิดความชัวร์ว่า “แบรนด์ทักษิณ” ในพื้นที่ภาคอีสานยังเข้มแข็งที่จะสะท้อนผ่านผลคะแนนการเลือกตั้ง อบจ.อุดรธานีครั้งนี้ ที่ “ทักษิณ” ประกาศไว้ว่า นอกจากจะขอให้พี่น้องชาวอุดรฯ เลือกพรรค พท.ให้ชนะแล้ว คะแนนที่ออกมาต้องชนะคู่แข่ง อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) แบบขาดลอยด้วย เพื่อสะท้อนให้กลุ่มผู้มีอำนาจเชื่อมั่นในพรรค พท.ที่มี “ทักษิณ” เป็นแบ๊กอัพคนสำคัญ ยังมีความชอบธรรมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้มากกว่า พรรค ปชน.ที่ประกาศตัวเป็นคู่แข่ง พรรค พท. ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ตามเป้าหมายที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ประกาศไว้ว่าจะต้องชนะเลือกตั้งครั้งหน้าได้เสียง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 270 เสียง
โดย “ทักษิณ” ชิงประกาศความมั่นใจให้กับชาวอุดรธานี ด้วยว่า รับรองเลือกครั้งครั้งหน้าไม่มีแพ้ ประเมินแบบผู้สันทัดกรณีเลือกตั้งคราวหน้า พรรค พท.ไม่มีต่ำกว่า 200 เสียง แม้จะยังไม่เลือกตั้ง แต่ดูจากความตั้งใจของนายกฯอิ๊งค์ และนโยบายรวมทั้งแผนงานที่จะเดินหน้านับจากนี้ รับรองเลยว่า สบายมาก
การเคลื่อนไหวของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกฯ และ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ คือ การผนึกกำลังกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำต่างประเทศและกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ ได้เห็น ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรค พท. ที่จะพิสูจน์ผ่านการเลือกตั้งปี 2570

