‘รบ.อิ๊งค์’ จัดใหญ่ ดันแพคเกจปี’68 ตุนแต้มกวาดส.ส.

15.12.24 | 13:10 น.

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน หรือ 90 วัน ในวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” พร้อมกับถือโอกาสมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมขับเคลื่อนการทำงานกับรัฐบาลแพทองธารนับจากนี้

นโยบายที่รัฐบาลแพทองธาร ประกาศผ่านเวทีแถลงผลงาน 90 วัน จัดเต็มรวม 11 นโยบาย แบ่งเป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องทำในเชิงโครงสร้าง 6 นโยบาย คือ การจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง การแก้ปัญหาหมอกควัน PM2.5 ปัญหายาเสพติด การทลายการผูกขาด การแก้ปัญหาธุรกิจนอกระบบ และนโยบายการลงทุนครั้งใหญ่ในอนาคต โดยนโยบายส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนต่อจากรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้วางรากฐานเอาไว้

อย่างการแก้ไขปัญหา “น้ำท่วม-น้ำแล้ง” น้ำต้องเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค เกษตรและอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งระยะสั้น-กลาง-ระยะยาว รวมทั้งการศึกษาแนวทางที่จะอนุญาตให้ประชาชนขุดลอกคูคลองแล้วนำดินไปใช้หรือขายได้ และให้มีการศึกษาโครงการฟลัดเวย์ และโครงสร้างขนาดใหญ่ที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนด้วย

นโยบายแก้ปัญหาหมอกควัน จะมีเคพีไอการแก้ปัญหา PM2.5 จะต้องลดน้อยลง ทั้งในแง่ปริมาณฝุ่นและตัวเลขประชาชนที่ป่วยจากฝุ่น ต้องลดลงทุกปี ปัจจุบันรัฐบาลควบคุมการเผาในประเทศ การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผา และการออกกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด

การแก้ปัญหาการผูกขาดทุกชนิด เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชน และทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อกการผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ตั้งเป้าให้เกษตรกรทุกคน จากเดิมที่กำหนดว่าผู้ส่งออกข้าวได้ต้องมีที่เก็บข้าว 500 ตัน เอสเอ็มอีไม่มีสิทธิส่งข้าวออกต่างประเทศรัฐบาลจะปลดล็อกเรื่องนี้ให้เอสเอ็มอีค้าข้าวมีโอกาสส่งออกข้าวไปขายทั่วโลกได้เอง รวมทั้งการปลดล็อกการผูกขาดราคาพลังงานด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย เพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานให้ถูกลงให้ได้ ส่วนปัญหายาเสพติด รัฐบาลเดินหน้าอย่างจริงจังเรื่องนี้ จะทำแพลตฟอร์มให้ประชาชนแจ้งเบาะแสโดยตรงมาถึงนายกฯ และปกปิดข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้ง เพื่อความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเทคโนโลยีและเอไอ รัฐบาลไทยตั้งเป้าจะเป็นฮับเอไอของภูมิภาค เนื่องจากในปัจจุบันมีบริษัทใหญ่มาลงทุนทำศูนย์ข้อมูล (Data center) เป็นเงินลงทุนมากกว่าล้านล้านบาท โดยมีทุกฝ่ายที่เป็นเหมือนทีมเดียวกันของรัฐบาลร่วมเดินหน้าเพื่ออนาคตของประเทศ ให้ประเทศไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

Advertisement

อีกไฮไลต์ คือ การเดินหน้านโยบายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 ได้แก่ โครงการ SML กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่จะกระจายโอกาสและเงินลงไปในทุกหมู่บ้าน พร้อมกับกองทุนเพื่อฟื้นฟู SME ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยอีกกว่า
5,000 ล้านบาท

นโยบาย “หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน” หรือ ODOS ปรับรายละเอียดนำมาดำเนินการอีกครั้ง โดยใช้งบประมาณจากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งมีโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ไปฝึกภาษาที่ต่างประเทศเป็นเวลาสั้นๆ ในโครงการ “1 อำเภอ 1 ซัมเมอร์แคมป์” และโครงการอัพเกรดโรงเรียนประจำอำเภอ ทำให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ เติมครู เติมเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และ AI ให้เด็กๆ ในทุกอำเภอ

โครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 สำหรับผู้สูงอายุ 4 ล้านคน จะได้เงินช่วงวันตรุษจีนปี 2568 และเฟส 3 กลุ่มบุคคลทั่วไป จะได้เงินในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้รัฐใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น จะสำเร็จในปี 2568

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เน้นที่หนี้ “รถยนต์” และ “บ้าน” โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคาร ตกลงที่จะลดการส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูลง 0.23% เป็นเงินกว่า 39,000 ล้านต่อปี และธนาคารพาณิชย์จะเติมให้อีก 39,000 ล้านบาท รวมกันเป็น 78,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพักดอกเบี้ย 3 ปี ให้ลูกหนี้จ่ายคืนเงินต้นได้เต็มจำนวน โดยจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2568 พร้อมมาตรการประนอมหนี้แบบพิเศษที่จะล้างหนี้ให้ทั้งหมด สำหรับลูกหนี้ที่มูลหนี้ต่ำกว่า 5,000 บาท โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะเริ่มใช้ได้เดือนกันยายน 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 5 สาย

โครงการบ้านเพื่อคนไทย คอนโดคุณภาพดีเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมอยู่ เริ่มต้นประมาณ 30 ตารางเมตร ผ่อนเดือนละประมาณ 4,000 บาท เป็นเวลาประมาณ 30 ปี และให้สิทธิอยู่อาศัย 99 ปี ที่จะเป็นความหวังของคนไทยที่อยากมีบ้าน โดยใช้ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเปิดตัวบ้านตัวอย่างในวันที่ 20 มกราคม 2568 ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนจองได้ เริ่มต้น 4 แห่ง ประกอบด้วย ย่านบางนา ธนบุรี เชียงราก และเชียงใหม่ ประมาณ 1,000 ยูนิต

การชิงการนำเปิดเกมรุกทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ผ่านการนำเสนอแพคเกจนโยบายที่จะเดินหน้าให้ประชาชนจับต้องได้ในปี 2568 ถือเป็นการชิงคะแนนนิยมเพื่อหวังเพิ่มเรตติ้งทางการเมืองให้กับพรรคแกนนำรัฐบาล ชิงความได้เปรียบเหนือพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังไม่มีการเปิดตัวนโยบายใหม่ๆ ออกมา เช่นเดียวกับพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต้องเปิดกลยุทธ์ฝ่ายค้านเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยเนื้อหาสาระที่สร้างความสั่นคลอนรัฐบาลได้ ไม่ปล่อยให้พรรคแกนนำรัฐบาลชิงความได้เปรียบทางการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว

การเดินหน้านำเสนอหลายนโยบายของพรรค พท. เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ย่อมไม่ต่างกับการเดินหน้านโยบายของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อปี 2544 อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน นโยบายปราบยาเสพติด จนมีผลงานจับต้องได้ ส่งผลให้การเลือกตั้งปี 2548 พรรค ทรท.ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ในครั้งสอง ได้เสียงข้างมาก 377 เสียง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างมีเสถียรภาพ

ยิ่งไทม์ไลน์ที่พรรค พท.เปิดนโยบายต่างๆ เพื่อหวังให้มีผลงานจับต้องได้ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปจนถึงครบวาระในปี 2570 และเข้าสู่สนามการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง

หากรัฐบาลรักษากระแสความนิยม ผ่านผลงานที่จะทยอยส่งถึงมือประชาชนได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน เป้าหมายคว้า ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 200 คน ของพรรค พท.ย่อมเป็นไปได้