สัญญาณร้อนมิถุนาฯ
ปรับครม.-เขมร-ชั้น14
วัดฝีมือนายกฯอิ๊งค์
การเมืองเดือนมิถุนายนเข้าสู่โหมดร้อนอีกครั้ง ใน 3 ประเด็นร้อน เริ่มด้วยกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระชับการทำงานเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสัญญาณความชัดเจนจากนายกฯ ที่ยอมรับว่ากำลังคิดอยู่ และต้องคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้เข้าใจตรงกันเพื่อให้การปรับ ครม.ออกมาโอเคที่สุด
ท่ามกลางกระแสข่าวประกอบกับท่าทีของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาระบุว่า กระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลลงไปสู่ประชาชน ควรอยู่ในกำกับดูแลของพรรค พท.ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พร้อมกับสูตรการปรับ ครม. ผ่านกระแสข่าวที่มาจากพรรค พท.และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
โดยพรรค พท.ต้องการดึงกระทรวงมหาดไทยมาดูแลเองผ่านข้อเสนอด้วยสูตร 2 แลก 1 คือ ยื่นเงื่อนไขให้พรรค ภท.เลือก 2 จาก 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวที่จะโยก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ไปกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ แทนกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่พรรค ภท.ยื่นเงื่อนไขการปรับ ครม.แบบรื้อโควต้าใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ตอบโจทย์การทำงาน ไม่ใช่แค่เพียงตอบโจทย์ทางการเมือง ผ่านสูตรการปรับ ครม.ใน 2 ข้อเสนอ
ข้อเสนอแรกคือ ปรับ 8 ตำแหน่ง โดย 1.ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงท่องเที่ยวฯ เป็นข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ข้อเสนอนี้พรรค ภท.ยอมลดรัฐมนตรีว่าการ 1 ตำแหน่ง แต่มีเงื่อนไขขอกำกับดูแลการบริหารทั้ง 3 กระทรวง 100% ซึ่งรัฐมนตรี 7 คนของพรรค ภท.จะรับผิดชอบ 3 กระทรวง
ข้อเสนอที่ 2 รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล สทนช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงดีอี ซึ่งพรรค ภท.จะดูแลเกษตรกร การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และงานพัฒนาและแก้ปัญหาระบบน้ำทั้งระบบ ซึ่งพรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานได้ทันที
ซึ่งบทสรุปสุดท้ายระดับนำ อย่างหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาล ต้องเปิดเจรจาร่วมกัน เพื่อให้การปรับ ครม.ออกมาในสูตรที่ทุกฝ่ายยอมรับมากกว่าการที่จะแตกหักกัน
อีกประเด็นคือ เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รอยต่อชายแดน 3 ประเทศ ไทย-ลาว-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลุกลามบานปลายจากการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา มาสู่การเผชิญหน้ากันในทางการเมืองของ 2 ประเทศ
เมื่อแกนนำรัฐบาลกัมพูชา สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภากัมพูชา รวมทั้ง สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินหน้ารุกทั้งทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเสนอให้นำประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนกับไทย ทั้งบริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เป็นผู้ชี้ขาด พร้อมกับปฏิบัติการข่าวสารผ่านในทุกช่องทางสร้างกระแสชาตินิยมของชาวกัมพูชา เพื่อยกระดับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ตึงเครียดยิ่งขึ้น
ส่วนท่าทีของกองทัพบกไทย โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีเขตแดนติดต่อกับกัมพูชา สั่งเตรียมพร้อมกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ตามแผนป้องกันประเทศขั้นสูงสุด พร้อมประกาศท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมให้ทหารกัมพูชารุกล้ำเขตแดนไทย จนนำมาซึ่งกระแสความรักชาติของชาวไทยที่แสดงออกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียพร้อมใจกันติด #ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
แม้จะสวนทางกับท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลแพทองธาร ต่อการแก้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่่ช่วงแรกดูจะตามหลังการเดินเกมรุกของผู้นำกัมพูชา แต่เมื่อรัฐบาลตั้งหลักภายหลังรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายแล้ว จึงออกแถลงการณ์ในนามรัฐบาลไทย 2 ฉบับ เน้นย้ำจุดยืนการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภายใต้กลไกทวิภาคี ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายจะร่วมประชุมกันในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ส่วนท่าทีผู้นำกัมพูชานั้นไม่เห็นด้วยกับกลไกทวิภาคี
สำหรับอีกประเด็นร้อนที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คือ กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ได้ตั้งองค์คณะขึ้นมาไต่สวนการบังคับโทษจำคุก 1 ปี ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ว่าเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ หรือไม่ โดยได้นัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งคำชี้แจงมายังศาลเพื่อนัดพร้อมฟังการไต่สวนของศาลวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงอาการป่วยวิกฤตของทักษิณที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ โดยมติของแพทยสภาลงโทษ 3 หมอที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการป่วยของ “ทักษิณ” ว่าให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงกับอาการป่วยวิกฤต
ซึ่ง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้ส่งความเห็นวีโต้มติดังกล่าวของคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งจะต้องรอชี้ขาดในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ด้วยเสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุม ว่าจะยืนยันบทลงโทษเดิม หรือยึดตามความเห็นวีโต้ของสภานายกพิเศษ โดยมติของแพทยสภาหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าย่อมมีผลต่อการพิจารณาในชั้นไต่สวนขององค์คณะศาลฎีกาฯ
อีกความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก ส.ว.ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ร่วมมือกันตรวจสอบ โดยเรียก ส.ว.ถึง 5 ล็อต และผู้เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งมีความคืบหน้าตามกระแสข่าวที่ว่าคณะกรรการสืบสวนจะสรุปผลการตรวจสอบ ส.ว.ล็อตแรกให้ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ลงมติในห้วงกลางเดือนมิถุนายน เพื่อส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ปัจจัยร้อนทางการเมืองใน 3 ประเด็นดังกล่าว ถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รอการพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร ว่าจะออกมาในแนวทางใด
บทสรุปของ 3 ปัจจัยร้อนข้างต้น ไม่ว่าจะออกมาในแนวทาง “บวก” หรือ “ลบ” ล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ในการทำงานร่วมกันนับจากนี้ อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

