ฉากทัศน์การเมือง ผ่านคดี ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ ชี้วัด-จุดเปลี่ยนรัฐบาล

24.08.25 | 13:53 น.

คดีและคำร้องทางการเมืองที่จะมีคำตัดสินและคำวินิจฉัยในห้วงเดือนสิงหาคมต่เนื่องถึงเดือนกันยายน บทสรุปของแต่ละคดีล้วนส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

คดีแรกที่รู้ผลในศาลชั้นต้น คือ คดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 โดยนายทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวที่ผ่านมา ศาลได้สืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลย โดย นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ นำพยานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ รวม 3 ปาก คือนาย ทักษิณ ชินวัตร นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าเบิกความ

คดีดังกล่าวแม้ศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ยังมีกระบวนการในชั้นของศาลอุทธรณ์ โดยหลังจากนี้อัยการเจ้าของสำนวนจะไปขอคัดถ่ายคำพิพากษา พร้อมคำเบิกความมาเพื่อพิจารณาทำความเห็นไปยังสำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณากลั่นกรอง และทำความเห็นต่อไปยังรองอัยการสูงสุดที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งรองอัยการสูงสุดจะทำความเห็นส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้าย ว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ ภายใน 30 วัน หากครบกำหนดแล้วอัยการสูงสุดพิจารณายังไม่แล้วเสร็จอาจมีการขยายระยะเวลา โดยปกติจะขอขยายครั้งละ 30 วัน สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ผู้ที่มีอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์จะเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด

ผลของคดีดังกล่าวในทางการเมืองถือเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มีสถานะเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย แต่สถานะตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ส่วนคดีที่สอง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เหมือนเดิม คือ กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษนายทักษิณ ในวันที่ 9 กันยายน เวลา 10.00 น. ภายหลังที่ศาลฎีกาฯได้ตั้งองค์คณะขึ้นมาไต่สวนพยานที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 ปาก ผ่านการไต่สวน 3 นัด เพื่อตรวจสอบว่าการบังคับโทษนายทักษิณ ที่ได้รับการอภัยโทษเหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยเข้ารับการรักษาอาการป่วยวิกฤตที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ตามความเห็นของแพทย์เวรประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 จนถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นวันที่เข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ เป็นไปตามคำสั่งคดีบังคับโทษของศาลฎีกาฯหรือไม่

Advertisement

โดยแนวทางต่อสู้คดี ทนายความนายทักษิณได้ยกข้อกฎหมายว่า การที่นายทักษิณเข้ามอบตัวถูกหมายจำคุก และได้ถูกนำตัวเข้าเรือนจำ ไปอยู่ในแดนที่อยู่ในบริเวณของเรือนจำถือว่าได้อยู่ในกระบวนการของการบังคับโทษเบื้องต้นแล้ว ต่อมานายทักษิณป่วย ได้รับการตรวจอาการ แต่แพทย์เห็นว่าเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ก่อนจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล และกระบวนการหลังจากนี้ก็เป็นการถูกจำคุกตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ถือว่าโรงพยาบาลเป็นสถานที่คุมขัง และยังอยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์

ผลของคำสั่งศาลฎีกาฯ ในวันที่ 9 กันยายน ที่จะออกมานั้น ไม่สามารถก้าวล่วงในคำสั่งของศาลฎีกาฯ แต่ในทางการเมืองย่อมมีแนวทางวิเคราะห์ว่า หากออกในทางบวกว่ากระบวนการบังคับโทษเป็นไปตามกฎหมาย ย่อมไม่ส่งผลต่อตัวนายทักษิณ หากผลออกมาในทางลบ จะต้องดูว่าศาลฎีกาฯจะมีคำสั่งบังคับโทษที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง ต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ถึงอย่างไรผลก็จะเกี่ยวข้องกับเฉพาะตัวของนายทักษิณ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฉากหน้าได้

แต่คดีที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมือง สถานะของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมด คือ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัย คำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน ที่ยื่นให้ตรวจสอบคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่านายกฯไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุด ลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน น.ส.แพทองธาร ในฐานะผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะพยาน เสร็จแล้ว โดยให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นแถลงปิดคดีในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมออกได้ 2 แนวทาง คือ 1.นายกฯ ไม่พ้นความเป็นรัฐมนตรี จะสามารถเดินหน้าบริหารประเทศในตำแหน่งนายกฯได้ต่อไป ซึ่งมีวาระการทำหน้าที่ของรัฐบาลจนครบเทอมในห้วงกลางปี 2570 และ 2.พ้นความเป็นรัฐมนตรี จะส่งผลให้ ครม.ทั้งคณะต้องพ้นหน้าที่ตามไปด้วย ระหว่างนี้ต้องทำหน้าที่ ครม.รักษาการ จนกว่าจะมีการเลือกนายกฯคนใหม่ ตามบัญชีแคนดิเดตนายกฯที่เหลืออยู่ของแต่ละพรรคการเมือง

แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยที่ยังเหลือ คือ“ชัยเกษม นิติสิริ” พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยังมีอีก 2 แคนดิเดตนายกฯ คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี ซึ่งยังมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เช่นเดียวกับ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรค รทสช. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังมี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. เป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ ของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 159 กำหนด ซึ่งอยู่ที่พรรคการเมืองที่เสนอแคนดิเดตนายกฯ จะรวมเสียงข้างมากของ ส.ส.มาโหวตเลือกนายกฯได้สำเร็จหรือไม่

ผลคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีคลิปเสียงสนทนาของนายกฯ ไม่ว่าจะออกมาในแนวทาง “บวก” หรือ “ลบ” จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล และสถานะในตำแหน่งนายกฯของ น.ส.แพทองธาร นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เป็นต้นไป