หน้าแรก บทความ แสงสีตัดพาดเม...

แสงสีตัดพาดเมฆหมอก : โดยศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

20.06.18 | 12:00 น.

แสงสีตัดพาดเมฆหมอก

ท่ามกลางเสียงระเบิดที่คาบสมุทรเกาหลี ผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือได้หันหน้าเข้าหากันโดยก่อให้เกิดสันถวไมตรีระดับหนึ่ง เป็นไมตรีในเชิงสัญลักษณ์หรือรูปแบบเท่านั้น

การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สิงคโปร์ “12 มิถุนา” เป็นการประชุมขั้นสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อแสวงหาหนทางสร้างสัมพันธ์ใหม่ ผลักดันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์อย่างราบคาบ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความจริงใจของทั้ง 2 ประเทศ

สหรัฐและเกาหลีเหนือเป็นคู่อริกันมาหลายทศวรรษ บัดนี้ผู้นำทั้ง 2 ได้ย่างก้าวเหยียบบาทเส้นทางเจรจาเพื่อหาทางยุติการปฏิบัติแบบฉันทาคติในกาลอดีต สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และ “เปียงยาง” ก็น่าจะพ้นจากความโดดเดี่ยว อันอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

การประชุมครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ “ทรัมป์” โดยปริยาย อันเป็นโอกาสในการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เพราะเนื่องประโยชน์ที่สหรัฐจะได้รับนั้นมีขีดจำกัดและแม้กระทั่งในแถลงการณ์ร่วม ก็มิได้มีการระบุให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์แบบเต็มรูปแบบ ตรวจสอบได้ และไม่อาจหันกลับได้ ทั้งที่เป็นข้อความที่รัฐบาลสหรัฐพูดมาโดยตลอด

Advertisement

นอกจากนี้ “ทรัมป์” ยังได้ประกาศให้ยุติการซ้อมรบร่วมของสหรัฐ-เกาหลีใต้ น่าเชื่อว่า “ทรัมป์” พยายามถอยแล้วถอยอีก ซึ่งถือได้ว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ทางการทูตของ “คิม”

การยุติซ้อมรบของ “ทรัมป์” ถือเป็น “ของขวัญ” อันทรงคุณค่าที่มอบให้เกาหลีเหนือ

สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีสะเทือนทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ยืนยันได้ ไม่ว่ารัฐบาลเกาหลีจะใช้ความพยายามสักปานใด เพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพในภูมิภาค เพราะมิได้รับการรับรองจากสหรัฐ ในที่สุดก็ต้องกลับไปอีหรอบเดิม

บัดนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน ได้เผชิญหน้ากัน ร่วมกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี อันทรงความหมายยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นความสำเร็จของ “คิม” ที่ทำให้ “ทรัมป์” สามารถมานั่งที่โต๊ะเจรจาได้ ทั้งนั่งทั้งยืนอยู่ในระนาบเดียวกัน ทั้งที่อายุห่างกันคราวปู่และหลาน ถือว่า “คิม” ได้บรรลุปณิธานของปู่และบิดาแล้ว อีกทั้งเป็นการยกระดับของ “คิม” ทั้งในและต่างประเทศด้วย

สำหรับ “ทรัมป์” ก็จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์เช่นกัน แต่ประเด็นต่างกัน

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ “การประชุมสุดยอด” ครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ไม่รัดกุมและค่อนข้างหละหลวม กอปรกับผู้นำทั้งสองมิได้บกพร่องในความพลิกพลิ้วชิวหา พูดจาก็เพื่อความสะดวกเฉพาะคราวหนึ่งๆ เท่านั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจรุ่นเก๋า เป็นคนมุทะลุ สามารถสร้างความชอบธรรมเพื่อวัตถุประสงค์ใดได้ ส่วนคิม จอง อึน ยังถือเป็นเด็กสร้างบ้าน เพราะอ่อนประสบการณ์ และไม่นิ่ง ก่อนประชุม 1 วัน แทนที่จะต้องทำการบ้าน แต่ออกไปเที่ยวตลาด ขาดความเอาใจใส่ ขาดความรับผิดชอบ ถ้าใช้ศัพท์วัยรุ่นก็คือ “ยังไม่ผ่านโปร” อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

พิเคราะห์เมื่อผ่านการสังเคราะห์แล้ว พอจะอนุมานได้ว่า ผู้นำทั้ง 2 ต้องมีพี่เลี้ยงทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง ส่วน “ทรัมป์” และ “คิม” เป็นแค่ “ตัวเชิด” เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความจริงใจของทั้ง 2 ฝ่าย

การประชุมสุดยอดครั้งนี้ได้ออกแถลงการณ์ร่วม 4 ข้อ พอสรุปสาระสำคัญได้ว่า

“ทั้งสองฝ่ายตกลงจะสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ สร้างสันติภาพที่มั่นคงเหนือคาบสมุทรเกาหลี ยืนยันคำประกาศ “ปันมุนจอม” โดยเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรตลอดจนร่วมมือค้นหาศพทหารที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่และเชลยศึก ให้ส่งคืนซึ่งกัน”

การที่ “ทรัมป์” ประกาศยุติการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และจะทยอยถอนทหารออกจากเกาหลีใต้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี ยินดีเพราะเพื่อให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีสงบลงโดยพลันและการซ้อมรบเป็นการยั่วยุเกาหลีเหนืออีกโสดหนึ่งด้วย

แต่การแก้ปัญหาเกาหลีเหนือของ “ทรัมป์”” นั้น เร็วไปและไม่รอบคอบ เพราะยังมิได้พูดคุยและขอความเห็นชอบจากเกาหลีใต้ก่อน ฉะนั้น สหรัฐจะต้องมีปัญหากับเกาหลีใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น กรณีน่าจะฟังได้ว่า “ได้ใหม่ทิ้งเก่า” และได้ไม่คุ้มเสีย

นอกจากนี้ “คิม” ยังมิได้ปลดอาวุธนิวเคลียร์เพียงแค่ให้คำมั่นเท่านั้น “ทรัมป์” ก็ประกาศยุติการซ้อมรบโดยพลัน ความจริงควรกระทำในรูปแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว”

ฉะนั้น จึงเสมือนเป็น “ลาภมิควรได้” สำหรับ “คิม จอง อึน”

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์เพื่อแสวงหาสันติภาพในภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างน้อยก็ได้เห็น “แสงสีตัดพาดเมฆหมอก” ดังสำนวนอเมริกัน

“Every cloud has a silver lining”

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช