หน้าแรก บทความ มหาวิทยาลัยปร...

มหาวิทยาลัยประชาชน นวัตกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

26.06.18 | 13:15 น.

ไทยแลนด์ 4.0 เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อนเพื่อนำประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเกิดการพัฒนาเทียบเท่ากับนานาประเทศที่เจริญแล้ว
ในขณะเดียวกันมีคำถามของผู้คนบางกลุ่มย้อนกลับมาว่า อีกนานแค่ไหนไทยแลนด์จะก้าวสู่ 4.0 อย่างแท้จริง

หนึ่งในปัจจัยที่เป็นกับดักและอุปสรรคอันอาจจะทำให้ประเทศก้าวไปไม่ถึงในเร็ววันคงจะได้แก่ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในระดับรากหญ้ายังประสบปัญหาและมีทีท่าว่าคงจะยากกับการที่รัฐจะเยียวยาได้

ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพเป็นเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นกระดูกสันหลังและพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เกษตรกรหรือประชาชนในระดับรากหญ้าพยายามที่จะนำตนเองและครอบครัวให้พ้นจากความยากจน หรือผู้ที่มีรายได้น้อยมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากมองย้อนกลับไปพบว่าปัญหานี้ยังไม่มีรัฐบาลใดที่จะผลักดันให้ชนกลุ่มนี้หลุดพ้นจากความยากจนและปัญหาหนี้สินได้ จากปัญหาความยากจนและการมีหนี้สินสอดคล้องกับการที่นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ในปี 2560 เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าจากครัวเรือนทั่วประเทศราว 21 ล้านครัวเรือน มี 10.8 ล้านครัวเรือน หรือ 50.7% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดมีหนี้สินเฉลี่ย 178.994 บาท

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความมุ่งมั่นในการที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการนำนโยบายสาธารณะในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากเพื่อจะส่งผลไปสู่ 4.0 แต่ด้วยความผันแปรของเศรษฐกิจโลก ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความผันแปรทางเศรษฐกิจดังกล่าวในบางห้วงเวลามีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับประเด็นที่มีต่อความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจชาตินั้น ล่าสุด นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจรากฐาน (GIS) ประจำไตรมาส 1 ปี 2561 จากประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศ จำนวน 2,200 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีอยู่ในระดับ 45.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2560 ที่อยู่ระดับ 44.9 เนื่องจากประชาชนระดับฐานรากเชื่อมั่นและรู้สึกว่าภาครัฐมีมาตรการหรือโครงการที่มุ่งช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีสวัสดิการแห่งรัฐ สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน และโครงการไทยนิยมยั่งยืน

Advertisement

ในขณะเดียวกันศูนย์วิจัยธนาคารออมสินมองว่ายังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังติดตามคือ รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มหลักของประเทศยังมีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ตามราคาสินค้าเกษตรและการจ้างงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลง รวมถึงค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้าการปรับค่าแรงขั้นต่ำ (มติชน 30 เมษายน 2561 หน้า 8)

ผู้มีรายได้น้อยที่ถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่างประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมานานวันอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรคือกลุ่มผู้ใช้แรงงานซึ่งหากมีการเอกซเรย์เข้าไปถึงแก่นปัญหาของคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนและเงินออม
หากย้อนกลับไปเนื่องในวันแรงงาน ประจำปี 2561 หอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจความคิดเห็นประเด็น “สถานการณ์แรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,194 ตัวอย่าง ปัจจุบันสภาพแรงงานพบว่ามีภาระหนี้สิน 96% และเพียง 4% ไม่พบภาระหนี้สิน เฉลี่ยหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 137,988.21 บาท ซึ่งแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 65.4% หนี้นอกระบบ 34.6% (มติชน 27 เมษายน 2561 หน้า 2)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการสำรวจความคิดเห็นประชาชนด้านเศรษฐกิจนั้นยังพบว่าประเด็นนี้ยังเป็นโจทย์หรือการบ้านที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องยกระดับการแก้ไขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็นคนไทยในประเด็นที่ถามว่า 3 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 45.92% ตอบโดยไม่ลังเลใจว่าแย่ลง รองลงมาตอบว่าเหมือนเดิม มีเพียง 16.24% ที่เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น โดยเฉพาะนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ในขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 58.96% คาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเพราะต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น

จากการที่ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่มาอย่างยาวนาน รัฐบาลปัจจุบันจึงกำหนดมาตรการและนวัตกรรมต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับประกาศด้วยความเชื่อมั่นต่อผลงานและทีมเศรษฐกิจว่าจะขจัดคนจนให้หมดไปในปี 2561 แต่เศรษฐกิจที่รัฐบาลมั่นใจว่าดีขึ้นไม่ได้ตกไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม เหตุผลที่เข้ามารองรับอย่างชัดเจนในประเด็นนี้พบว่าคนไทยกว่า 14 ล้านคน ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งบางกลุ่มมีรายได้ปีละไม่เกิน 3 หมื่นบาทหรือรายวันวันละ 83 บาท

ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อผู้มีรายได้น้อยของประเทศหรือคนในระดับรากหญ้าที่นับวันจะนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้นตามลำดับ และปัจจุบันในประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำติดอันดับ 3 ของโลก

วันนี้จึงเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลที่จะเข้าไปกำหนดมาตรการและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเยียวยาให้คนส่วนใหญ่ของประเทศหลุดพ้นจากวงจรของความยากจนซึ่งจะส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ

“โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน” เป็นหนึ่งในนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศที่ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาในเชิงประจักษ์และเป็นรูปธรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างสถาบันการเงินภาครัฐกับชุมชนและสถาบันการศึกษา

ที่สำคัญเม็ดเงินหรืองบประมาณที่นำไปสู่การดำเนินการไม่เป็นในลักษณะของการละลายแม่น้ำหรือต้องสูญเปล่าดังหลายโครงการที่ภาครัฐดำเนินการและปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง ธนาคารออมสินในฐานะองค์กรหรือสถาบันทางการเงินภาครัฐได้นำนโยบายของรัฐบาลมาขับเคลื่อนเพื่อกำหนดเป็นวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิดธนาคารเพื่อสังคมที่มากกว่าธนาคาร ด้วยการจับมือกับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ด้วยการจัดโครงการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมในลักษณะสร้างความรู้สู่อาชีพให้กับผู้ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการจากภาครัฐสำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมธนาคารจะมีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่งในอนาคต

สำหรับนวัตกรรมหรือรูปแบบการแก้ปัญหาความยากจนตาม “โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน” ธนาคารออมสินจะได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมทั่วประเทศด้วยการสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยตรง
โครงการดังกล่าวนอกจากสาระสำคัญในการฝึกอบรมวิชาชีพแล้วธนาคารตระหนักว่า แนวทางหรือปัจจัยที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนได้นั้นต้องเสริมเติมเต็มให้ผู้เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการนำศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างการมีคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ มาเป็นพลังขับเคลื่อนตามด้วยการสร้างวินัยทางการเงินไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญของการวางแผน การออม การทำบัญชีครัวเรือน และการจัดการหนี้สินต่างๆ

ประกอบกับปัจจุบันสังคมเข้าสู่ยุคดิจิทัล โครงการยังมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมต้องมีทักษะทางด้านเครื่องมือ เทคโนโลยี และช่องทางการสื่อสารดิจิทัลเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันรวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหนือสิ่งอื่นใดสามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพได้โดยธนาคารออมสินจะสนับสนุนแหล่งทุนดังกล่าว

เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการมหาวิทยาลัยประชาชนก้าวไปสู่เป้าหมายสำหรับยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิผล นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะแม่ทัพใหญ่ กล่าวความตอนหนึ่งว่า

“ในปีนี้ธนาคารออมสินได้ดำเนินโครงการ ‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น’ โดยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อจัดอาจารย์และนักศึกษาลงพื้นที่ศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาองค์ความรู้ทางธุรกิจมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหา จากนั้นจะต่อยอดด้วยการเปิดตัวโครงการ ‘มหาวิทยาลัยประชาชน’ โดยธนาคารจะสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการผ่านมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ขณะนี้ธนาคารมีประชาชนลงทะเบียนในโครงการขอรับสวัสดิการจากรัฐประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อปี ไปจนต่ำกว่า 10,000 บาทต่อปี

ทั้งนี้เมื่อประชาชนผ่านการอบรมจากมหาวิทยาลัยประชาชนแล้ว ธนาคารจะปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพ”

โครงการมหาวิทยาลัยประชาชนจึงเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่องค์กรภาครัฐโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศจะได้แสดงออกซึ่งศักยภาพในพันธกิจด้านการบริการทางวิชาการแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้ธนาคารออมสินในฐานะองค์กรหลักได้ขยายแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาความยากจนตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างถูกทิศทาง ทั้งนี้เพราะสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นของรัฐและเอกชนล้วนแล้วแต่เป็นสังคมอุดมปัญญา เป็นแหล่งองค์รวมที่พร้อมไปด้วยภูมิปัญญา บุคลากร และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ให้คนจนหรือผู้มีรายได้น้อย หลุดพ้นจากกับดักที่กัดกร่อนคุณภาพชีวิตมายาวนานได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดแห่งความสำเร็จของ “โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน” ดร.เสนีย์ สุวรรณดี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้สะท้อนถึงความสำเร็จและผลการดำเนินการว่า “ก่อนอื่นมหาวิทยาลัยต้องขอบคุณรัฐบาลและธนาคารออมสินที่ได้นำนโยบายและนวัตกรรมที่มีคุณค่ายิ่งต่อสังคมโดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยกับชุมชน จากการที่ได้มีการติดตามและลงไปสัมผัสกับ “โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” พบว่าโครงการดังกล่าวสามารถทำให้คณาจารย์ นักศึกษา สามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมในมิติต่างๆ มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นจนสามารถยกระดับและสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจหรือผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดีจากนวัตกรรมดังกล่าวจึงสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยรวมได้เป็นอย่างดี และในขณะเดียวกันผู้มีรายได้น้อยเมื่อเข้าสู่การพัฒนาวิชาชีพในหลักสูตรต่างๆ ยิ่งจะทำให้เห็นว่าโครงการมหาวิทยาลัยประชาชนเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลและธนาคารออมสินก้าวเดินมาอย่างถูกทิศทางและน่าชื่นชมยิ่ง”

จากการที่ธนาคารออมสินกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบเศรษฐกิจในระดับชุมชนซึ่งเป็นหน่วยเศรษฐกิจหลักของระบบเศรษฐกิจชาติ ตาม “โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน” มาเป็นนวัตกรรมนำร่อง จึงเชื่อได้ว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งในมิติของนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะคนในระดับรากฐานซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่กำลังรอการเยียวยาจากภาครัฐ

โครงการ “มหาวิทยาลัยประชาชน” จึงเป็นนวัตกรรมที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของผู้เกี่ยวข้องสำหรับการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แห่งอนาคต

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต