หน้าแรก บทความ สงครามอันปราศ...

สงครามอันปราศจากควันปืนยกระดับ การต่อสู้ดุเดือดระหว่าง‘ไชน่าโมเดล’กับ‘เวสเทิร์นโมเดล’ ทฤษฎี‘Thucydides’s Trap’อาจมาเยือน โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

17.07.18 | 13:00 น.

สหรัฐและจีนได้เปิดศึกการค้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

พลันที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 3.4 หมื่นล้านเหรียญ ในอัตราร้อยละ 25 จีนก็ทำการตอบโต้ทันที เป็นการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เป็นสงครามที่ไม่เห็นควันปืน

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกหลังจาก 2 ประเทศได้สถาปนาทางการทูต

และเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ไชน่าโมเดล” กับ “เวสเทิร์นโมเดล”

Advertisement

ความหมายทางประวัติศาสตร์และการเมืองห่างไกลจากระดับ “การค้า” เป็นอันมาก

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐคือ สกัดความเจริญเติบโตของจีน ในขณะที่จีนมีเจตนาแน่วแน่ที่จะให้บรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า ทฤษฎี “กับดักทิวซิดิดีส” (Thucydides’s Trap) อาจจะมาเยือน เพราะกรณีเข้าทำนองมหาอำนาจใหม่เกิดขึ้น ก็จะเกิดการแข่งขันกับมหาอำนาจดั้งเดิม จนทำให้เกิดความตึงเครียดและนำไปสู่สงคราม

จีนรู้ว่าตนมีสิทธิในการเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงเดินหน้าต่อและกลายเป็นผู้ท้าชิงโดยปริยาย ในขณะที่สหรัฐมหาอำนาจดั้งเดิมเกิดความหวาดระแวง และรู้สึกไม่มั่นคง จึงมุ่งมั่นป้องกันสถานะของตน เพื่อหวังรักษาแชมป์เอาไว้

สงครามควันปืนอาจหลีกเลี่ยงมิได้

แต่ “หวาง อี๋” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน เคยตอบคำถามสื่อแบบกำปั้นทุบดินว่า “เป็นไปมิได้ เพราะถ้าเกิดสงครามควันปืน ทั้ง 2 ประเทศจะตกเป็นผู้เสียหายทั้งหมด”

เด็กอมนิ้วก็ยังรู้

การทำสงคราม ใครจะชนะหรือแพ้มิใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการทำลายวินัยระหว่างประเทศ

หากสหรัฐไม่สามารถใช้สงครามการค้าเป็นสรณะบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์สกัดจีน การปะทะกันอาจออกนอกรูปแบบ ความเสื่อมอาจมาเยือนทะเลจีนใต้และเกาะไต้หวัน

อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมา “แพตเทิร์น” แห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐคือ “Fight without breaking” แต่หลังจากที่สหรัฐเปิดศึกการค้า ดูเหมือนว่ารูปแบบดังกล่าวถูกล้มไป

บัดนี้ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ เข้าสู่สมัย “ไม่มั่นคง” แล้ว

ตั้งแต่จีนปฏิรูปเปิดประเทศ จีนใช้นโยบายต่างประเทศแบบอะลุ้มอล่วยมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อแสวงหาเงื่อนไขอันเป็นประโยชน์ ฉะนั้นจึงหลีกเลี่ยงการปะทะกันโดยตรงกับสหรัฐ หากไม่เป็นการกระทบต่อผลประโยชน์หลัก “ปักกิ่ง” ก็จะใช้วิธีจัดการที่นิ่มนวลคือยอม “เสียเปรียบ”

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน จีนตกลงยินยอมจะซื้อสินค้าประเภททรัพยากรธรรมชาติและสินค้าการเกษตรจากสหรัฐเป็นจำนวนเงิน 7 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อประสงค์เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร แต่ “วอชิงตัน” ปฏิเสธข้อเสนอของจีน

เด่นชัดยิ่งว่า เจตนาสงครามการค้านั้น มิใช่เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุล

หากเป็นเป้าหมายเพื่อสกัดมิให้จีนเติบใหญ่และเดินหน้าต่อไป

เป็นเป้าหมายสกัดจีนมิให้แซงหน้าสหรัฐในด้านเทคนิค ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น

เพราะเป็นการสะเทือนถึงอำนาจของตำแหน่ง “เจ้าโลก” ของสหรัฐอย่างเน็ตๆ

จีนวันนี้ได้ก้าวพ้นเส้นทางแห่งความลำบากในการฟื้นฟูประเทศ และบัดนี้ได้มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางและเป็น “ทางตรง” ด้วย ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว

ฉะนั้น โอกาสประนีประนอมจึงมิอาจเกิดขึ้นได้

หากสหรัฐยังข่มขู่บังคับให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด

ไม่มีทางสำเร็จ เพราะจีนเตรียมพร้อม “สู้ถึงที่สุด”

“ปักกิ่ง” วิพากษ์ว่า สหรัฐคือแม่แบบของ “ลัทธิเจ้าโลก” ทางการค้า

แม้จีนไม่ใช้กระสุนนัดแรก แต่จะไม่ให้จีนตอบโต้นั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้

“โดนัลด์ ทรัมป์” ยังข่มขู่ว่า ในที่สุด อาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีกรวมเป็นจำนวนกว่า 5 แสนล้านเหรียญ

“ทรัมป์” ยังคุยโม้โอ้อวดว่า “ถือไพ่” เหนือกว่า สามารถเอาชนะจีน

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดใครจะชนะใครจะแพ้ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก

สรุปพลังโดยรวมของสหรัฐและจีน ยังทิ้งห่างกันมาก ห่างกันในเรื่องขาดดุล

ความจริงปรากฏสินค้าที่จีนส่งไปสหรัฐมากกว่าที่สหรัฐส่งไปจีนถึง 2 เท่า

ปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังตลาดทั่วโลกของสหรัฐยังไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของจีน

เขายังลืมไปว่าในตลาดการค้า สหรัฐต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากจีนมากทีเดียว

สินค้าสหรัฐที่ส่งไปจีนระยะหลัง 7 ปีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 10

บรรดาธุรกิจที่ลงทุนในจีนมีมูลค่ามหาศาล

นักลงทุนสหรัฐในจีนก็คือ “ลูกไก่ในกำมือ” นั่นเอง

แต่ “ทรัมป์” มองเหรียญเพียงด้านเดียว ประเมินจีนต่ำไป

อนึ่ง การเรียกภาษีนำเข้าสินค้าจำนวน 3.4 หมื่นล้านเหรียญนั้น มีสินค้าจีนที่ผู้ผลิตเป็นต่างชาติ และส่วนใหญ่เป็นของสหรัฐ การเรียกเก็บภาษีในครั้งนี้ จึงเป็นพฤติกรรม

“ทำลายผู้อื่นและทำลายตนเอง”

ถ้าการเรียกเก็บภาษีของสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐมีจำนวนน้อยกว่า จีนก็มีวิธีอื่นโดยใช้เบี้ยปรับมาทดแทน หรือสร้างความชอบธรรมอื่นก็ได้ ซึ่งเป็นมาตรการโต้ตอบที่ทรงพลัง

ในสายตาของสหรัฐ คงมองว่าสงครามการค้าเริ่มเร็วดีกว่าเริ่มช้า ถ้าช้าจีนก็จะมีพลังมากขึ้น โอกาสที่จะเอาชนะคงยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สงครามการค้า มิใช่มองเพียงผิวเผินว่า ใครมีกระสุนมากกว่ากัน หากต้องมองว่าใครมีความสามารถสูง อันเกี่ยวกับการ “ทนเจ็บ” มากกว่า

ถ้ามองประเด็นแรก สหรัฐเหนือกว่าแน่นอน

ถ้ามองประเด็นหลัง จีนเหนือกว่าหลายขุม

มาตรการตอบโต้ของจีนมุ่งประเด็นไปที่อเมริกันชน ตลอดจนนักการเมืองวอชิงตัน เชื่อว่าเป็นการกดดันไม่น้อย ย่อมส่งผลกระทบ
ถึงการเลือกตั้งคราวต่อไป

และที่สำคัญที่สุด สงครามการค้ามิใช่มองแต่เพียงการส่งออกสินค้าของคู่ต่อสู้เท่านั้น หากประเด็นสำคัญอยู่ที่การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เป็นการสร้างปัญหาให้กับผู้บริโภคและผู้ผลิต และอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อได้

อเมริกันชนมองแต่ปัญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจ แต่คนจีนมองกาลไกลอันเกี่ยวแก่การฟื้นฟูของชนเผ่าพันธุ์ ยอมเสียสละในระยะเวลาอันสั้น และมีจุดแข็งในเรื่องการยอมเจ็บ

จีนมีความพยายามและความระมัดระวังเพื่อสู้ศึกครั้งนี้

สงครามการค้าครั้งนี้มิเพียงแต่เป็นศึกการค้าเท่านั้น หากยังเป็นนิทรรศการ “ไชน่าโมเดล”

กาลอดีตชาวตะวันตกต่างสนับสนุนประเทศจีนให้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) นั้น เป้าหมายคือประสงค์ให้ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงเป็น “เวสเทิร์นโมเดล”

แต่เวลาผ่านไป 10 กว่าปี สิ่งที่ชาวตะวันตกได้ประจักษ์นั้น มิได้เป็นอย่างที่หวังจีนนอกจากมิได้เปลี่ยนแปลงแล้ว ยังกลับสร้าง “ไชน่าโมเดล” ให้แข็งแกร่งและโดดเด่นยิ่งขึ้น

การตัดสินใจอัน “แน่วแน่เด็ดขาด” กอปรกับผู้นำที่มี “วิริยะภาพ” ตลอดจนการทำงานที่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้
“ไชน่าโมเดล” ยืนเด่นอย่างท้าทาย

โครงการ “ธุรกิจเมดอินไชน่า 2025” ยิ่งทำให้สหรัฐเกิดความหวาดระแวง เพราะเป็นงานท้าทาย เป็นโครงการที่ใช้เวลาเพียง 10 ปี เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายความสำเร็จในบรรดาธุรกิจไฮเทค และไล่มาติดๆ มีสิทธิแซงหน้าสหรัฐ

จุดนี้แหลมคม คมจนสหรัฐกลัว จึงสร้างความชอบธรรมขึ้นมาเพื่อสกัดจีนไม่ให้โต

ประเทศจีนเติบใหญ่รุ่งเรือง และถ้า “ไชน่าโมเดล” ได้รับชัยชนะ

เชื่อว่าระบบ “อำนาจเจ้าโลก” ที่มีอายุเกือบ 200 ปี จะต้องสั่นสะเทือนยิ่งกว่าแผ่นดินไหว

ฉะนั้น สงครามการค้าจีน-สหรัฐในรอบนี้ จึงเป็นการต่อสู้และแข่งขันกันระหว่าง “ไชน่าโมเดล” กับ “เวสเทิร์นโมเดล” อย่างมิพักต้องสงสัย

มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อในทฤษฎี “Thucydides’s Trap” เขาทั้งหลายเห็นว่าประเทศมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการท้าทายประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา สงครามควันปืนอาจหลีกเลี่ยงมิได้

สงครามการค้าถือเป็นสัญลักษณ์ปะทะกันระหว่างสองประเทศอย่างประจักษ์ ถ้าสงครามครั้งนี้จำกัดอยู่ในขอบเขตแห่งการค้า ก็จะไม่มีการนองเลือด

ทว่าสหรัฐไม่สามารถ “เผด็จศึก” และยุทธศาสตร์ทางการค้าสกัดจีนไม่สัมฤทธิผล การปะทะกันอาจขยายวงกว้างออกนอกลู่ไปสู่จุดแตกหัก และนำไปสู่สงครามในที่สุด

เป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้กำกับรัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นพวกพิราบ หัวรุนแรง นโยบายต่างประเทศแข็งกร้าวโดยเฉพาะกับจีน และกระหายสงครามด้วย

เมื่อใดมาตรการสหรัฐออกนอกกรอบหรือขัดต่อวินัยสากล เป็นต้นว่า ใช้อาวุธข่มขู่หรือรุกล้ำก้ำเกินทะเลตะวันออก ทะเลจีนใต้ ตลอดจนปัญหาไต้หวัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

เมื่อนั้นทฤษฎี “กับดักทิวซิดิดีส” อาจมาเยือน