สงครามการค้าจีน-สหรัฐยกระดับแล้ว เนื่องจาก “วอชิงตัน” ออกประกาศฉบับใหม่อันเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าเพิ่มจากจีนเป็นมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญ ในอัตราร้อยละ 10 รัฐบาลจีนแถลงว่ามีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้
เป็นการ “คอนเฟิร์ม” การยกระดับ
สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ซึ่งเกี่ยวกับ “ชะตา” ของทั้งสองประเทศ
แม้มิได้เห็น “ควันปืน” แต่ความ “เจ็บปวด” มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่า “สงครามนองเลือด”
ท่ามกลางการรุกไล่ติดๆ ของสหรัฐ จีนต้องตั้งสติให้ดี อย่าวู่วามหรือ “แลกหมัด” กันทันทีทันใด หรือ “ลัทธิจำยอม” ใช้ไม่ได้เป็นอันขาด
จีนต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “รับ” ให้เป็น “รุก”
และต้องเตือนสติ “วอชิงตัน” ว่า จีนก็มีความสามารถในการ “เชือด” สหรัฐ
งานนี้ไม่มีใครกลัวใคร
1 สัปดาห์หลังจากที่สหรัฐ-จีนต่างฝ่ายต่างเรียกเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าในวงเงิน 3.4 หมื่นล้านเหรียญ สหรัฐก็เตรียมตัวเรียกเก็บภาษีรอบที่ 2
รายการที่จะเรียกเก็บในรอบนี้ นอกจากมุ่งเน้นโครงการ “Chinese made 2025” คือ สินค้าประเภทไฮเทคแล้ว ยังมีตู้เย็น เครื่องนุ่งห่ม และของใช้เบ็ดเตล็ด เริ่มมีผลราวเดือนกันยายน
จีนวิพากษ์ว่าเป็นพฤติกรรมต่ำช้าของสหรัฐ แม้กระทั่งวงการค้าปลีกในสหรัฐก็ยังตำหนิ “ทรัมป์” ในประเด็นฝ่าฝืนคำมั่นสัญญา กล่าวคือ การเรียกเก็บภาษีสินค้าขายปลีก เป็นการปรับเก็บภาษีในรูปแบบวิปริตจากครอบครัวอเมริกัน
แต่หลังสงครามการค้าเปิดฉาก ปรากฏว่าตลาดหุ้นของสหรัฐยังซื้อง่ายขายคล่อง เหตุผลคือนักลงทุนมองว่า สงครามการค้ามีผลกระทบไม่มาก ผลร้ายที่เกิดจากสงครามการค้ายังไม่ปรากฏชัดเจน ธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมยังดูสดใส ทั้งนี้ก็เพราะได้รับอานิสงส์จากการลดภาษีครั้งมโหฬารของ “ทรัมป์” เมื่อปีที่แล้ว
“อลัน กรีนสแปน” อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ก็วิจารณ์ปัญหาการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าว่าเป็นการสร้างปัญหาให้แก่ประเทศส่งออกสินค้า ความจริงผู้ที่จ่ายเงินก็คือคนของประเทศตนนั่นเอง เพราะมาตรการเก็บภาษีก็คือการเพิ่มภาษีบริโภคของคนในชาติ เป็นการตัดกำลังซื้อของอเมริกันชน อีกทั้งเป็นการหักล้างกับการลดภาษีครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว
บัดนี้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไม่สบายใจก็คือ มองไม่เห็น “หนทางสันติภาพ”
สหรัฐประสงค์จะสกัดความเจริญเติบโตของสินค้าไฮเทคจีน เพื่อรักษาความเป็น “เจ้าโลก” แต่จีนก็หมายมั่นอัพเกรดสินค้าประเภทไฮเทค เพื่อเข้าสู่เส้นทางอันรุ่งเรือง
ผลแห่งสงครามการค้าผูกพันถึงชะตาของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายต้องไม่ยอมถอยอย่างแน่นอน หากสหรัฐไม่สามารถได้รับ “ผลประโยชน์ก้อนใหญ่” เสมอกับการยอมรับความพ่ายแพ้ต่อชาวโลกโดยปริยาย
ส่วนจีนนั้น ถ้ายอมก้มหัวให้ “วอชิงตัน” ก็เท่ากับยอมสละ “China Dream” โดยสิ้นเชิง
ท่ามกลางสงครามการค้าดำรงอยู่อย่างดุเดือด จีนจะอยู่นิ่ง อยู่เงียบไม่ได้อีกแล้ว
กาลอดีตระหว่างสงครามกลางเมืองของจีนเกิดขึ้นนั้น “เหมาเจ๋อตง” เสนอมาตรการ “ต่างคนต่างตี” เน้นย้ำมิให้คู่ต่อสู้ตีฝ่ายเดียว ให้เปลี่ยนจาก “รับ” เป็น “รุก”
มาตรการหรือคติของ “เหมา” สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสงครามการค้าในครั้งนี้ได้
วันนี้ จีนหมดหวังที่จะให้สหรัฐกลับตัวเปลี่ยนใจ
ฉะนั้น จึงควรตรองให้ละเอียดรอบคอบ ทำอย่างไรจึงจะประสบชัยชนะในครั้งนี้
“โดนัลด์ ทรัมป์” คงจะสอบตกวิชา “คณิตศาสตร์”
เพราะว่าเขาคิดเพียง “บวก” แต่ “ลบ” ไม่เป็น
เขามองว่า สินค้าที่จีนส่งไปสหรัฐมีจำนวนถึง 5 แสนล้านเหรียญ เสมือน “ลูกไก่ในกำมือ” จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ฉะนั้น การที่เอาชนะซึ่งสงครามการค้าเป็นเรื่องง่ายมาก
แต่ “ทรัมป์” คิดเลขผิด เพราะการที่จะประเมินสถานะทางการค้าระหว่างประเทศนั้น จะมองเพียง “สินทรัพย์ที่มีตัวตน” มิได้ หากต้องดู “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ด้วย
เพราะว่าโลกาภิวัตน์เศรษฐกิจนั้น สินค้า 1 ชนิดส่งออกไปยังหลายประเทศ ดังที่เรียกว่า “Global value chain” แต่ละประเทศมีจุดเด่นต่างกัน ต่างกันที่บางประเทศเน้นเรื่องผลผลิต บางประเทศมุ่งเน้นแต่การผลิต เป็นต้น
สหรัฐได้รับค่าสิทธิบัตรอย่างเน็ตๆ ปีละ 8 หมื่นล้านเหรียญ ในขณะที่จีนต้องจ่ายอย่างเน็ตๆ ปีละเกินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ
มีนักวิชาการได้ทำการประเมินแล้วเห็นว่า ถ้าคำนวณตัวเลขการค้าต่างประเทศ โดยการรวมเอา “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ด้วย การขาดดุลการค้าของสหรัฐจะต้องน้อยลงครึ่งหนึ่งแน่นอน
สหรัฐเปิดศึกครั้งนี้ มิได้ไตร่ตรองรอบคอบ มิได้ประเมินรวมทั้ง “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน”
เป็นการคิดเลขผิด ฉะนั้น สหรัฐจึงต้องได้รับผลกระทบเกินกว่าที่ได้ประมาณการเอาไว้
ร ายการเรียกเก็บภาษีฉบับล่าสุดของสหรัฐ ซึ่งมุ่งตรงไปที่สินค้าประเภทไฮเทคของจีนนั้นไม่มี “สมาร์ท โฟน” เด่นชัดยิ่งกว่าเป็นจุดอ่อนของสหรัฐ
ประเทศจีนเป็นฐานผลิต “โทรศัพท์มือถือแอปเปิล”
ผู้เชี่ยวชาญทางการค้าของสหรัฐชี้ว่า จีนสามารถใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐโดยการ “มัดมือชก” ธุรกิจสหรัฐในจีน ยกตัวอย่างเช่น อ้างเหตุผลทางด้านเทคนิค โดยสั่งปิดสายการผลิต “iPhone” ของแอปเปิล หรือเพิ่มต้นทุนการผลิตรถยนต์ของโรงงานสหรัฐในจีน
ในกรณีจำเป็นจีนยังมี “หมัดเด็ด” คือออกคำสั่งจำกัดการโอนผลกำไรจากการประกอบธุรกิจในจีน ตลอดจนทำการขายพันธบัตรสหรัฐ และปล่อยให้ “เงินหยวน” ลดค่า
แต่ถ้าใช้หมัดนี้ ก็ต้องตายทั้งคู่ เพราะเป็นการทำลายที่เรียกว่า “Mutual Destruction”
ย้อนหลังมองอดีต เมื่อ 1930 ประเทศตะวันตกเคยเกิดสงครามการค้า จนลุกลามบานปลายกลายเป็นสงคราม “กระสุนจริง” คือ
สงครามโลกครั้งที่ 2
ศตวรรษที่ 21 เกิดสงครามกระแสเงินตราตั้งแต่ 2010
และลุกลามบานปลายเป็นสงครามการค้าตั้งแต่ 2018
นับจากนี้ไป สถานการณ์โลกจะลุกลามบานปลายไปในรูปแบบใด
น่าเป็นห่วง

