คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศรายชื่อผู้ตรวจการการเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 8 คน รวม 616 คน ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ตรวจการเลือกตั้ง มีอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบการทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งพรรคการเมืองและการทุจริตเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เผยว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 2.8 พันล้าน เนื่องจากมีการใช้ผู้ตรวจการเลือกตั้งแทน กกต.จังหวัด ซึ่งมีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม หลัง กกต.ประกาศรายชื่อผู้ตรวจการการเลือกตั้งไม่กี่วัน ก็มีข่าวว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ยกเลิกผู้ตรวจการเลือกตั้งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า มีการสรรหาเร็วเกินไป อาจเกิดการวิ่งเต้นของนักการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายได้ทักท้วง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การจะออกกฎหมายควรคิดให้รอบคอบ เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วเกิดปัญหา จะมาแก้ไขอย่างนี้อาจจะยิ่งเป็นปัญหา ผู้ตรวจการการเลือกตั้งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ หลังจากที่ยุบ กกต.จังหวัดทิ้งไป มีการจับสลากต่อหน้า กกต.และสาธารณชนอย่างเปิดเผย ถือเป็นกระบวนการที่พอรับได้ ส่วนเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในพื้นที่นั้น หากใช้ความรู้สึกอะไรก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น
จึงต้องติดตามว่า หาก สนช.จะแก้ไขกฎหมาย กกต. จะอธิบายและใช้เหตุผลอย่างไร ในการที่จะแก้ไขกฎหมายที่ตนเองเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ ทั้งที่เพิ่งเริ่มใช้ ซึ่งเท่ากับยอมรับว่า กระบวนการจัดทำกฎหมายของ สนช. มีจุดอ่อนช่องว่าง แล้วกฎหมาย
อื่นๆ ที่พิจารณาและให้ความเห็นชอบไป จะมีปัญหาอย่างเดียวกันหรือไม่ กระบวนการจัดทำกฎหมายของชาติ ปกติใช้สองสภาและเปิดกว้างให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่หลังรัฐประหาร ใช้ สนช.สภาเดียว จึงมีแนวโน้มจะขาดความรอบด้าน ถือเป็นบทเรียนอีกเรื่องที่เกิดในยุคสภาแต่งตั้ง และที่สำคัญคือ การแก้ไขกฎหมาย ยังจะต้องเสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณอีก เรียกว่าประชาชนเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง

