หวังอี้ กรรมการสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้สนทนาในหัวข้อยุทธศาสตร์จีน-อังกฤษ ครั้งที่ 9 กับเจเรมี ฮันต์ (รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ปักกิ่ง) หลังจากนั้นบุคคลทั้งสองได้ร่วมกันจัดการประชุมสื่อมวลชนด้วยกัน โดยสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนได้รายงานถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนที่ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องความเสียดทานทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐดังต่อไปนี้
หวังอี้ได้กล่าวว่า ความเป็นเสรีภาพทางการค้าเป็นความรับรู้ร่วมกันโดยทั่วไปในประชาคมทางสากลและเป็นกระแสประวัติศาสตร์ซึ่งไม่อาจต้านทานได้ ประเทศจีนได้ยืนอยู่ข้างเดียวกันกับฝ่ายที่ปกปักรักษาระบบการค้าเสรี ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายที่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ผู้ใดก่อปัจเจกภาคี ผู้นั้นก็จะถูกโดดเดี่ยว การปฏิบัติทางสากลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตจะพิสูจน์ให้เห็นในประเด็นนี้ ข้าพเจ้าและเจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ได้บรรลุซึ่งความรับรู้ร่วมกันในประเด็นดังกล่าว ซึ่งก็คือฝ่ายจีนและฝ่ายอังกฤษตลอดจนประชาคมโลกจะร่วมกันปกปักรักษากระบวนการลัทธิพหุภาคี ปกปักรักษาระบบการค้าเสรีทั่วโลกตลอดจนกฎกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) ต่อไป
สิ่งที่ข้าพเจ้าจะขอย้ำก็คือ การไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศกับประเทศ เช่นเดียวกันกับการไปมาหาสู่กันระหว่างคนกับคน ล้วนต้องถือเครดิตเป็นรากฐาน ถือข้อเท็จจริงเป็นหลักฐานและถือกฎกติกาเป็นบรรทัดฐาน ข้าพเจ้ายินดีแนะนำข้อเท็จจริงพื้นฐานบางประการให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ
ประการแรก ความรับผิดชอบของการที่การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐไม่สมดุลนั้นมิได้อยู่ที่ฝ่ายจีน การค้าขายนั้นก่อนอื่นอยู่ที่พฤติกรรมซึ่งเป็นไปเองของตลาด ประเทศจีนแต่ไหนแต่ไรไม่เคยดันทุรังซื้อและดันทุรังขาย อีกทั้งโครงสร้างทางการค้าก็เป็นผลทางธรรมชาติแห่งการแบ่งงานทางสากล สินค้าส่งออกของประเทศจีนนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ประกอบบั้นปลายเป็นจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์กลางน้ำจำนวนมหาศาลมิได้ผลิตที่ประเทศจีน
นอกจากนั้น ความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างประเทศจีนกับสหรัฐนั้นรากเหง้าอยู่ที่สถานะเงินตราทางสากลของดอลลาร์สหรัฐ อัตราการออมที่ต่ำและการบริโภคเป็นปริมาณมากภายในประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนการจำกัดการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงของฝ่ายสหรัฐ
ด้วยเหตุนี้รากเหง้าการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐอยู่ที่ตัวสหรัฐเอง
ประการที่สอง การเกินดุลหรือการขาดดุลมิใช่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยความถูกหรือความผิด การเกินดุลมิได้หมายความว่าเป็นการได้เปรียบ การขาดดุลก็มิใช่ว่าเป็นการเสียเปรียบ โดยความเป็นจริงแล้ว สหรัฐได้รับประโยชน์อันแท้จริงจากการทำการค้ากับประเทศจีนเป็นอันมาก
ยกตัวอย่างเช่น ได้รับทรัพยากรและสินค้าราคาถูกจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้แก่ผู้บริโภค เป็นการสนับสนุนสถานะอันแข็งแกร่งให้แก่เงินตราดอลลาร์ “ทฤษฎีเสียเปรียบ” ของสหรัฐนั้นทำให้ผู้คนไม่อาจเข้าใจได้ ซึ่งเสมือนหนึ่งมีคนไปซื้อสินค้าจำนวนเงิน 100 บาทจากห้างสรรพสินค้า แล้วสินค้าถืออยู่ในมือก็ยังบ่นอยู่ว่าขาดทุนไป 100 บาท ตรรกะแบบนี้จะใช้ได้หรือ?
หวังอี้ระบุว่า ในมิติการค้าภาคบริการระหว่างจีนกับสหรัฐ ประเทศจีนขาดดุลให้แก่สหรัฐในแต่ละปีสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป วิสาหกิจทุนอเมริกันซึ่งทำการผลิตและขายสินค้าในประเทศจีนในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 6 แสนดอลลาร์สหรัฐ จริงๆ แล้วฝ่ายสหรัฐได้รับผลประโยชน์มหาศาลในประเทศจีน นอกจากนั้นการที่ประเทศจีนเกินดุลทางการค้ากับสหรัฐนั้นมีประมาณ 60% ซึ่งสร้างโดยวิสาหกิจทุนต่างประเทศในประเทศจีน ในท่ามกลางเช่นมูลค่าผลิตภัณฑ์นั้น สิ่งที่วิสาหกิจข้ามชาติของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกาได้รับนั้นเป็นกอบเป็นกำ แต่สิ่งที่วิสาหกิจของประเทศจีนได้ไปนั้นเป็นเพียงหยิบมือ เป็นแค่แปรรูปเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ประการที่สาม การเสียดทานทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ฝ่ายสหรัฐก่อขึ้นมาก่อน เดือนมีนาคมฝ่ายสหรัฐได้ก่อกรณี “การตรวจสอบตามมาตรา 301” ของสหรัฐ โดยไม่คำนึงถึงการคัดค้านของฝ่ายจีน โดยเล็งไปยังที่จีน “แล้วยิงปืนเป็นนัดแรก” หลังจากนั้นก็มีพฤติการณ์ที่ใช้มาตรการเพิ่มระดับเป็นลำดับ ฝ่ายจีนไม่อยากทำสงครามการค้า แต่ท่าทีที่บีบบังคับและพฤติกรรมที่สหรัฐล่วงละเมิดสิทธินั้น ฝ่ายจีนจึงจำเป็นต้องใช้วิธีตอบโต้ ซึ่งเป็น “การป้องกันที่ถูกต้อง” โดยชอบธรรมและชอบด้วยเหตุผลอย่างบริสุทธิ์
ประการที่สี่ วิธีการกระทำที่สหรัฐก่อกรณีพิพาททางการค้าขาดความชอบธรรมและความเหมาะสม ทั้งประเทศจีนและสหรัฐต่างก็เป็นสมาชิกในองค์การการค้าโลก (WTO) ตามหลักแล้วสมควรแก้ปัญหาความเสียดทานทางการค้าในกรอบขององค์การการค้าโลก แต่สหรัฐกลับโยนทิ้งกลไกการแก้ปัญหากรณีพิพาทโดยองค์การการค้าโลก โดยอาศัยกฎหมายภายในประเทศสหรัฐอเมริกามาแก้ปัญหาการเสียดทานทางการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้เป็นการหันหลังให้แก่หลักการขององค์การการค้าโลกโดยสิ้นเชิง ได้ละเมิดพันธกรณีที่สหรัฐได้ให้สัญญาในการลดหย่อนภาษีและในการปฏิบัติต่อประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งเป็นแบบฉบับของวิธีการกระทำของลัทธิปัจเจกภาคีและลัทธิอำนาจบาตรใหญ่ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าประเทศเอกราชใดๆ ย่อมไม่อาจรับได้
หวังอี้ระบุว่าในปีนี้จีนและสหรัฐเคยหารือกันหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหาทางการค้าและก็เคยบรรลุซึ่งความรับรู้ร่วมกันอันสำคัญมาก แต่ที่น่าเสียใจก็คือฝ่ายสหรัฐมิได้ปฏิบัติพันธกรณีที่ได้ให้สัญญาไว้ อีกทั้งมิได้ดำเนินการโดยหันหน้าเข้าหากับฝ่ายจีน การปฏิรูปและการเปิดประเทศเป็นนโยบายแห่งรัฐที่แน่นอนของประเทศจีน
การจัดการการเสียดทานทางการค้าโดยการสนทนาปราศรัยโดยมิใช่ประจันหน้ากันนั้นเป็นจุดยืนของฝ่ายจีนโดยตลอด และก็เป็นช่องทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา ประตูแห่งการสนทนาเจรจาของฝ่ายจีนยังเปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา แต่การสนทนาต้องตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความเสมอภาคและการเคารพซึ่งกันและกัน ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งกฎกติกา
การข่มขู่และใช้แรงกดดันแต่ฝ่ายเดียวรังแต่จะได้ผลตรงกันข้าม

