สถานีคิดเลขที่ 12 : จับเป็น-จับตาย : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

10.08.18 | 12:45 น.

เรามักจะได้ยินเสียงตัดพ้อของผู้คนในสังคม ที่ต้องเผชิญกับปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุม ทำนองว่า เดี๋ยวนี้โจรมันไม่กลัวตำรวจกันแล้ว อาละวาดปล้นจี้ชิงทรัพย์ฆ่าคนตายเป็นว่าเล่น แล้วสุจริตชนอย่างพวกเราจะอยู่กันอย่างไร


เดือดร้อนตำรวจ ก็ต้องรีบแสดงความดุดันเข้มแข็ง เพื่อให้เหล่าอาชญากรรู้สึกหวาดผวาในผู้รักษากฎหมาย ลดการก่อเหตุลงไปสักพักใหญ่ๆ

การแสดงความเข้มแข็งของตำรวจ มีได้หลายแบบ เช่น เร่งสืบสวนจับกุมคนกระทำผิดให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้รู้ว่าอย่าได้ทำอย่างนี้อีก หนีไม่พ้นมือตำรวจแน่ๆ หรือจัดระบบสายตรวจออกตรวจให้ถี่ เพื่อป้องกันป้องปรามโจรผู้ร้าย ไม่ให้ออกมาก่อคดี

ไปจนถึงมาตรการจับกุมแบบเด็ดขาด เช่น ถ้าหากขัดขืนต่อสู้ ก็วิสามัญฆาตกรรมทันที ไม่มีรีรอ

Advertisement

แต่ดูเหมือนนโยบายจับตายของตำรวจ ในช่วงหลังๆ มักไม่ค่อยจะได้ยิน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมาก เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น กระแสสังคมไม่อนุญาตให้มีตำรวจประเภทมือปราบปืนโหดได้โชว์อะไรได้อีกแล้ว

จนเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งได้ยินคำพูดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งเป็นนายตำรวจสไตล์มือปราบ กล่าวถึง “เสี่ยอ้วน” เจ้าของธุรกิจสถานบันเทิงในภูเก็ต ที่ก่อเหตุยิงหนุ่มสาวตาย 2 ศพอย่างอุกอาจ แล้วหลบหนีการจับกุม โดยมีร่องรอยหนีข้ามฝั่งชายแดนหรือกบดานอยู่ตามแนวชายแดน

โดย ผบ.ตร.เตือนให้รีบเข้ามอบตัว อย่าได้คิดหนี เพราะคนที่หนีหมายจับมีทางเลือกเหลือเพียง 2 ทาง ทางตันกับทางตาย

เมื่อนายตำรวจใหญ่พูดอย่างนี้ คงทำให้เสี่ยอ้วนต้องคิดหนัก ถ้ายังรักตัวกลัวตายก็ควรมอบตัวเสียดีกว่า

แล้วถ้ายังตัดสินใจหนีต่อไป ก็น่าหนักใจแทน เพราะยังพกพาอาวุธปืนติดตัวไปด้วย

น่าสนใจว่า ระยะหลังตำรวจเองก็ระมัดระวังไม่เน้นความเป็นมือปราบปืนดุ ด้วยรู้ในกระแสสังคมดี แต่คดีที่เสี่ยอ้วนพาลูกน้องยกโขยงมาตามล่าหนุ่มสาวด้วยอารมณ์แค้นรัก แล้วไปลงมือยิงอย่างโหดเหี้ยมที่หน้าองค์พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ ชลบุรี

แถมต่อมาตำรวจตามจับกุมลูกน้องและทยอยมอบตัว 4-5 รายที่ร่วมในที่เกิดเหตุ ล้วนซัดทอดเสี่ยอ้วนมัดแน่น ยืนยันว่าลงมือลั่นไกเอง

ยิ่งเมื่อมายิงต่อหน้าองค์พระ เท่ากับครบองค์ประกอบ รูปคดีก็กระจ่าง เพราะลูกน้องให้การหมดเปลือก แบบนี้กระแสสังคมย่อมเทมาทางตำรวจมือปราบปืนดุ

ทั้งตำรวจก็คงเห็นว่า ก่อเหตุโหดเหี้ยมแบบนี้ ควรต้องกำราบกันให้หนัก

แต่นั่นแหละเราไม่ควรสนับสนุนให้ตำรวจเน้นการกระทำวิสามัญฯ เพราะการจับกุมแบบจับเป็น จะได้นำตัวมาพิสูจน์ความถูกผิดตามกระบวนการยุติธรรม ย่อมดีกว่าตำรวจเป็นศาลเตี้ยเสียเอง

อีกทั้งการจับตายไม่ควรใช้ในคดีที่ความจริงยังไม่กระจ่าง จะกลายเป็นการปิดปากไปมากกว่า

รวมไปถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือกลุ่มความคิดอุดมการณ์ ยิ่งจับตายเรื่องจะยิ่งบานปลาย

หรือการจับตายด้วยแนวโน้มการลุแก่อำนาจ อย่างในกรณีวิสามัญฯนักกิจกรรมเยาวชนชาวลาหู่ โดยด่านตรวจของทหาร

เป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องร่วมกันติดตามเอาใจใส่ เพราะด่านตรวจยาเสพติดนั้น อันที่จริงต้องเป็นด่านตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญกว่า ฝึกฝนมาโดยตรง และตำรวจเป็นองค์กรที่ยังแคร์กระแสสังคมอยู่มาก

ขณะที่ทหารฝึกมาเรื่องสู้รบสงคราม แถมเป็นองค์กรที่ยากจะแตะต้อง

คดีนี้จึงต้องสะสางให้ถึงที่สุด กระทั่งต้องทบทวนเรื่องให้ทหารตั้งด่านตรวจยาเสพติดด้วย

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน