เด็กชาย ปลด พินโรจน์ เป็นบุตร ขุนพิษณุโลกประชานาถ มารดาชื่อ ปลัง
วัยเด็ก 5 ขวบ ได้เรียนภาษาไทย ไม่ทราบว่าโรงเรียนอะไร แต่ด้านภาษาบาลี ได้เรียนมูลกัจจายน์ กับอาจารย์ฟัก วัดประยุรวงศาวาส เรียนพระธรรมปทัฏฐกถา กับพระอุบาลีคุณูปาจารย์ (เปี่ยม) วัดกัลยาณมิตร มีพระราชโมลี เป็นอาจารย์
การเรียนบาลีของท่านระยะนี้ คล้ายกับไปโรงเรียนในปัจจุบัน กล่าวคือ ยังคงอยู่ที่บ้าน แต่เดินไปเรียน เรียนแบบนี้ จนกระทั่งอายุ 12 ปี จึงเข้าอยู่วัด โดยบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ.2443 ที่วัดพระเชตุพน ในปีนั้นอาจารย์ของท่าน ได้เป็นพระครูศีลสังวร
เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้อยู่กับอาจารย์พระครูศีลสังวรวัดพระเชตุพน เรียนพระปริยัติธรรม ต่อมาในปี พ.ศ.2445 ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร วัดราชบพิตร ทรงเป็นอธิการบดีสอบไล่ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงฟังด้วย
เมื่อพระองค์จับประโยค 1 (หนึ่ง) เพื่อเข้าแปลครั้งแรกเป็นวันเดียวกับพระวัดเบญจมบพิตรเขาแปลด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นสามเณรน้อย ชื่อ ปลด เข้าแปล จึงรับสั่งว่า “เณรน้อยๆ ก็แปลได้” ทรงพระเมตตา ที่ได้ทรงพบสามเณรอายุ 12 ปี เข้าแปลภาษาบาลีก็อัศจรรย์ เพราะไม่เคยมีสามเณรเล็กๆ เช่นนี้ แปลภาษาบาลีได้
ทราบว่า เณรปลด แปลได้ประโยคหนึ่ง คือ ประโยค 3 เมื่อได้ประโยคเดียว ก็ดีพระทัยแล้ว ที่เห็นเณรตัวเล็กๆ สอบได้ ต่อมาเณรไปเรียนในสำนักสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) วัดมหาธาตุ และพระธรรมไตรโลกาจารย์ (จ่าย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร และเข้าแปลประโยคต่อไป คือ
ประโยค 4 อายุ 13 ปี พ.ศ.2444
ประโยค 5 อายุ 14 ปี พ.ศ.2445
ประโยค 6 อายุ 15 ปี พ.ศ.2446
เมื่อได้เปรียญประโยค 6 แล้ว ก็ทรงย้ายไปเรียนกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สอบได้ปีละประโยค จนจบเปรียญ 9 เมื่ออายุครบบวชพอดี
เมื่อคราวสอบได้ 9 ประโยค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งทรงมีพระศรัทธาและเมตตายิ่งขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการส่งถึงวัด
เมื่อได้ 9 ประโยคแล้ว ยังคงเป็นสามเณรอยู่เกือบปี จึงถึงได้บวชเป็นภิกษุเมื่อปี พ.ศ.2452 ก็อุปสมบท โดยพระราชาให้เป็นนาคหลวง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามโปรดให้ทำขวัญสามเณรที่พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรเสร็จแล้ว ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางคณะสงฆ์ต่อรูป ให้อุปสมบท มีสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) วัดมหาธาตุเป็นอุปัชฌาย์ พระธรรมวโรดม (จ่าย) กับพระธรรมเจดีย์ (เข้ม) เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดระฆังโฆสิตาราม บอกอนุสาส์น
เล่าเรื่องการศึกษาและการบวชพระของสมเด็จมาพอสมควรแล้ว จึงขอสรุป และให้อนุสติ (เตือนใจ) บางสิ่งบางประการ
สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) เป็นพระมหาเถระที่เกี่ยวข้องกับผมเล็กน้อยที่ไม่ทำให้ลืม
ประเด็นที่หนึ่ง ท่านเป็นสามเณรที่สอบได้ 9 ประโยค อายุเพิ่งครบบวช และเป็นที่โปรดปรานของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นผู้อุปสมบทให้ท่าน เรียกว่าเป็นโยมของท่านนั่นเอง ทรงนิมนต์ให้ท่านไปอยู่วัด “เบญจมบพิตร” อุปถัมภ์ท่านอย่างดี เอาใจใส่ จนท่านออกปาก (กับผมเอง) ว่า “ในหลวงทรงพระกรุณาต่อท่าน จนไม่กล้าสึก”
ทรงเล่าว่า ครั้งหนึ่ง โยมอะไรจำชื่อไม่ได้ เคยเอากางเกงมาให้ โดยหวังจะให้ท่านสึก ท่านเอากางเกงที่โยมให้ มาลองใส่ดู แล้วมัน “ทุเรศ” (วาทะของท่าน) จึงเอาทิ้งไป
โดยเฉพาะทรงนึกถึงพระกรุณาจากในหลวง อยากให้ท่านบวชนานๆ จึงตั้งปณิธานว่าจะไม่สึก แล้วทรงหันมาถามผมว่า “แล้วเธอจะว่ายังไง” (จะสึกไหม อะไรทำนองนั้น!) ผมไม่ตอบ
ทรงเห็นในหลวงทรงมีพระกรุณาผู้ที่สอบเปรียญ 9 ได้คนแรก ก็อยากให้ผมได้ร่มอานิสงส์เหมือนพระองค์ท่าน
(คือพระองค์ท่านได้เปรียญ 9 เป็นสามเณรในยุคสอบด้วย ปากเปล่า ส่วนผมสอบได้ในสมัยสอบด้วยข้อเขียนเป็นองค์แรก) ทรงพระกรุณาผมเป็นพิเศษ ถึงกับเรียกไปหาท่าน ให้ผมขึ้นไปกุฏิของท่านเป็นกรณีพิเศษ ชวนคุยอย่างเมตตา
ทรงถามผมว่า “เธอจะบวชตลอดไป หรืออยากสึก” ผมตกใจ ที่ทรงถามดื้อๆ เช่นนั้น ไม่ตอบอะไร แล้วก็คุยเรื่องอื่น ที่ประหลาดใจผมมาก ก็คือ ทรงถามว่า “เธอเรียนภาษาอังกฤษหรือเปล่า” “ไม่ได้เรียน กระหม่อม” ผมตอบทันที
“เรียนไว้บ้างก็ดี เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง หัวเราะทีหลังเกรงอายเขา”
ทรงเล่าว่า ท่านไปเมืองฝรั่งเขาเชิญไป พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ต้องอาศัยล่าม เวลาคุยกันเขาคุยกับล่ามเรา หัวเราะกัน เราได้แต่ยืนซื่อ
พอล่ามแปลให้เราฟัง “เราจึงหัวเราะบ้าง”
อายเขาไหมล่ะ
ตามปกติ ท่านไม่อนุญาตให้พระเณรเรียนภาษาต่างชาติมากจนพระในวัดบางองค์แอบไปเรียนภาษาฝรั่งไม่ให้ท่านรู้ ท่านเพิ่งรู้ความสำคัญของภาษาฝรั่งในภายหลัง จนลงทุนให้พระลูกศิษย์ทำพจนานุกรมภาษาบาลี-อังกฤษ-ไทย ขึ้น โดยออกทุนให้พระลูกศิษย์ (ที่เคยหลบไปเรียนภาษาฝรั่งในคราวก่อน) ช่วยกันทำ เท่าที่นึกได้มีมหาชวิน สระคำ ช่วยกันทำพจนานุกรม บาลี-อังกฤษ-ไทย ทำให้เล่มเดียว ท่านก็สิ้นพระชนม์ก่อน

