สามมิตรเล่นบท แยกกันเดินรวมกันตี กับพลังประชารัฐ

หากไม่ได้รับ “ไฟเขียว” ผ่านตลอด อันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสานเข้ากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่มั่นใจ

มั่นใจถึงกับถามไปยังทุกนักการเมืองว่า อย่ามัวแต่มาตำหนิบทบาทของ “กลุ่มสามมิตร” เลย ทำไมพวกคุณไม่ทำบ้าง

ทำในนาม “ส่วนตัว” มิใช่ทำในนาม “พรรค”

เพราะหากเคลื่อนไหวในแบบอย่างที่ “กลุ่มสามมิตร” ทำ ไม่ว่าประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 ไม่ว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ก็ครอบคลุมไปไม่ถึง

กกล.รส.ทภ.2 จึงไม่ทำอะไร กกล.รส.ทภ.1 จึงไม่ทำอะไร

ไม่ว่าโฆษกระดับ พล.ต. ไม่ว่าโฆษกระดับ พ.อ. หรือแม้กระทั่งมือกฎหมายที่เคยเดินขึ้นลงกองปราบปรามเพื่อแจ้งความกล่าวโทษก็ไม่ขยับ

ประเด็นอยู่ที่ว่า “กล้า” หรือไม่

ใครที่เคยมองว่า คสช.ไม่สันทัดจัดเจนในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือแม้กระทั่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

มีประสบการณ์ทางการเมืองน้อย

หากสัมผัสการรับลูกและส่งลูกระหว่างการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” และแต่ละ กกล.รส.ทภ.ก็คงต้องคิดใหม่ ทำใหม่

เพราะนี่เป็นลีลาระดับ “เกจิ”

แทนที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะรีบร้อนไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐกลับแยกตัวออกมาสถาปนา “กลุ่มสามมิตร”

เดินสายใช้ “พลังดูด” ไปทั่วราชอาณาจักร

เดินสายพบปะ “ประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ยาสูบ ไม่ว่าเกษตรกรผู้สนใจในการเลี้ยงโค หรือชาวไร่ชาวนาที่ต้องการชีวิตดีขึ้น

เป็นการเดินสายในนาม “กลุ่ม” ไม่ใช่ “พรรคการเมือง”

หากมองจากความจัดเจนทางการ ทหาร กลยุทธ์อย่างที่พรรคพลังประชารัฐกับกลุ่มสามมิตรกำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้เรียกกันว่า

“แยก” กันเดิน เพื่อ “รวม” กันตี

ไม่ว่าจะเป็นสงครามจรยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามแบบแผน กลยุทธ์นี้สร้างความสำเร็จมาแล้วหลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์

กว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัว พรรคพลังประชารัฐก็กวดมาติดๆ

ตอนนี้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้จัดประชุมสมาชิกพรรค 800 คน ภายในกำหนด 180 วัน หลังจดแจ้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยซ้ำ

แต่พรรคพลังประชารัฐก็เหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์

ทะยานไปข้างหน้าด้วยความคึกคัก หนักแน่นยิ่งกว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทย โดยไม่ต้องไปเปรียบอะไรกับพรรคประชาชนปฏิรูป

อีกไม่นานก็คงจะแซงพรรคเพื่อไทย

คําถามอยู่ที่ว่า คสช.จะเล่นบท “วางเฉย” ต่อกิจกรรมและการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” ไปอีกนานเท่าใด หรือรอให้ผ่านเดือนสิงหาคม

หากดูจากการขานรับอันมาจาก คสช.และรัฐบาลก็ไม่น่าจะเนิ่นนานไปจนถึงเดือนตุลาคม เพราะไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดภาพเปรียบเทียบ หากมีความเป็นไปได้ว่าอภิสิทธิ์ของ “กลุ่มสามมิตร” อาจสร้างแรงจูงใจให้กับ “กลุ่มการเมือง” อื่น

เมื่อถึงตอนนั้น “คสช.” จะรับไหวหรือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon