ตอนที่ผมเด็กๆ ผมจำคำพูดของผู้ใหญ่ได้ว่า “ความเจริญของประเทศหนึ่งๆ วัดกันที่ ‘ตึกสูง’ ว่าของใครสูงกว่ากัน” ยิ่งมีตึกสูง ยิ่งเจริญมาก เช่น ตึกเอ็มไพร์สเตท ของอเมริกา ที่สูงกว่าร้อยชั้นเมื่อห้าสิบปีก่อน ส่วนของไทยเรา เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วก็มี โรงแรมดุสิตธานี สูงเกือบ 30 ชั้น แต่เดี๋ยวนี้ ไต้หวันก็มีตึกสูงกว่า 100 ชั้นแล้ว
ยังมีคนบอกผมว่า การเปรียบเทียบความเจริญของประเทศใดๆ (ทางวัตถุ ให้ตอบคำถามดังนี้ เช่น อเมริกาเจริญกว่าไทยกี่ปี ก็ให้คิดว่า ถ้าวันนี้อเมริกาอยู่นิ่งเฉยไม่ขยับหรือสร้างอะไรเพิ่มเติมเลย แล้วเราเร่งสร้างบ้านเมือง ทั้งสร้างตึกสูง สร้างการขนส่ง สร้างระบบต่างๆ เป็นต้น เราต้องใช้เวลากี่ปี จึงจะทำได้เหมือนอย่างอเมริกาในวันนี้ ถ้าสมมุติว่าต้องใช้เวลาอีก 50 ปีจึงจะมีเหมือนอเมริกาในวันนี้ ก็พูดได้ว่า อเมริกาเจริญกว่าเรา 50 ปี หรือเราล้าหลังอเมริกา 50 ปี
ตอนที่ยังรับราชการอยู่ (สิบกว่าปีที่แล้ว) เราพูดถึงจังหวัด “หนองบัวลำภู” (เพิ่งเกิดใหม่) ว่าเพิ่งมีไฟเขียวไฟแดง 3 แยกแค่นั้นเอง ร้านเซเว่นก็ไม่มี โดยเราเอาแยกไฟเขียวไฟแดง และร้านเซเว่นเป็นตัววัดความเจริญ
แต่เมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ความเจริญเริ่มเปลี่ยนมาวัดกันที่ “รถไฟใต้ดิน” ใครมีรถไฟใต้ดินก่อนกันก็น่าจะเจริญกว่า ดูอย่างรัสเซียที่มีรถไฟใต้ดินมากว่า 100 ปีแล้ว (รถไฟไอน้ำเกิดเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้วคือ ปี ค.ศ.1784) ส่วนรถไฟใต้ดินของเราเพิ่งเริ่มมีเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา
แต่ความคิดเกี่ยวกับ “ความเจริญ” ในวันนี้ เริ่มเปลี่ยนไปตามอายุขัยของตัวเอง
วันนี้เรามี “มาตรวัดความเจริญ” หลายตัว อาทิ ความเจริญด้านวัตถุ ความเจริญด้านเศรษฐกิจ ความเจริญด้านเทคโนโลยี ความเจริญด้านศิลปวัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถจะใช้มาตรฐานเพียงหนึ่งเดียว เพื่อชี้วัดหรือเปรียบเทียบเพื่อบ่งบอกความเจริญของประเทศใดๆ
วันนี้ผมเห็นหลายๆ ประเทศที่ว่าเจริญๆ (หรือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว) ก็ยังมีบ้านชนบทแบบชั้นเดียวอยู่เต็มเมือง และเห็นเมืองเงียบๆ ที่ไม่มีคนพลุกพล่านมากมาย
ทุกวันนี้ ในเมืองใหญ่ๆ ของหลายประเทศในยุโรป ก็มีทั้งรถเก๋ง รถไฟใต้ดิน รถรางไฟฟ้า รถบัส รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน ทางใครทางมันบนถนนสายเดียวกัน หลายประเทศประชาชนก็ใช้จักรยานกันมาก เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งว่ากันว่าเจริญกว่าบ้านเรา แต่ดูสับสนไม่เป็นระเบียบในบางครั้ง
แม้ว่าความเจริญในวันนี้ เริ่มวัดกันที่ “เทคโนโลยี” ที่ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่สามารถผลิตสินค้าหรือให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
วันนี้เราคงไล่กวด “ความเจริญ” ได้ไม่ทันในหลายๆ มิติ แต่เรามีจุดแข็งทาง “ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม” ที่ “น่าจะ” ทำให้เรามี “ความเจริญทางจิตใจ” และ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่า
ดังนั้น การหาคำตอบให้บางเรื่องในชีวิตเพียง “คำตอบเดียว” จึงเป็นไปไม่ได้ ครับผม !
วิฑูรย์ สิมะโชคดี

