สถานีคิดเลขที่ 12 : พรรค(พวก) : โดย นฤตย์ เสกธีระ

11.09.18 | 12:00 น.

นอกจากตัวเลข 70,000 เสียงที่เป็นตัวเลขที่พรรคการเมืองใดทำได้ถึงก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 เก้าอี้แล้ว
ยังมีเรื่องของตัวเลขที่แว่วเสียงดังมาจากวงการเมืองอีกนิด

จากประมาณการตัวเลข 50 ล้านเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ มาสู่ค่าเฉลี่ยต่อเขตเลือกตั้ง 350 เขตเลือกตั้ง

กลายเป็น 140,000 คนต่อเขต

และจาก 140,000 คนต่อเขตโดยประมาณคร่าวๆ เมื่อคำนวณว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 70 เปอร์เซ็นต์

คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 98,000 คน

Advertisement

ดังนั้น ถ้าใครได้คะแนนเสียงประมาณ 50,000 เสียงก็แบเบอร์เข้าวิน ได้เป็น ส.ส.เขต

แต่ข้อมูลจาก กกต. มีกลุ่มการเมืองที่สนใจจัดตั้งพรรคเป็นร้อย

แสดงว่าใน 1 เขตจะมีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 1 พรรคเสนอตัวเข้าแข่งขัน

ยิ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส.เขต เป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคพึงมี ยิ่งมีความจำเป็นต้องส่ง ส.ส.ลงให้ครบทุกเขต

หรือถ้าลงได้ไม่ครบทุกเขตก็ต้องลงให้มากเขตที่สุด

ดังนั้น ใน 1 เขตจึงมีตัวหารมากขึ้นจนคะเนได้ว่า ส.ส.เขตที่ชนะการเลือกตั้งหากได้ 30,000 แต้มก็หรูแล้ว

ตัวเลขคะแนนชนะการเลือกตั้ง ส.ส.แต่ละเขต จึงประมาณกันว่าอยู่ที่ 30,000 คะแนน

จากตัวเลขที่ปรากฏ เมื่อเทียบกับตัวเลข 70,000 คะแนนก่อนหน้านี้ ทำให้แบ่งคะแนนการได้มาของ ส.ส.ในสภาได้เป็น 2 ประเภท

นั่นคือ หนึ่ง ส.ส.เขต จะได้คะแนนน้อยกว่า 70,000 คะแนนแน่นอน

และหนึ่ง พรรคต้องได้คะแนนมากกว่า 70,000 คะแนน จึงจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

จากตัวเลขเหล่านี้ ทำให้ประเมินต่อไปได้ว่า พรรคใดได้ ส.ส.เขตมาก ย่อมมีคะแนนไม่พอที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม

นี่จึงเป็นที่มาว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ อาจไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ส่วนพรรคการเมืองที่มีความนิยมในบางจังหวัด อาจจะได้ ส.ส.เขต ผสมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ต้องพึ่งพาอาศัยคะแนนของพรรค

ต้องสะสมให้ได้มากกว่า 70,000 คะแนน จึงจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ความซับซ้อนในการเลือกตั้งที่จะถึงคือ ไม่น่ามีพรรคการเมืองใดที่ได้คะแนนเกินครึ่ง

หากจะได้คุมสภาผู้แทนราษฎร จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงมากกว่าครึ่ง

ดังนั้นพรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องแสวงหาเพื่อน

หากพรรคการเมืองใหญ่จับมือกับพรรคการเมืองใหญ่แล้วคะแนนเกินครึ่งก็น่าจะจบ

แต่ถ้าพรรคการเมืองใหญ่กับพรรคการเมืองใหญ่จับมือกันไม่ได้

พรรคการเมืองใหญ่ก็ต้องจับมือกับพรรคขนาดกลาง จับมือกับพรรคการเมืองใหม่

มองมุมหนึ่งก็เป็นการบังคับให้พรรคการเมืองจับมือกัน

มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นการทำให้พรรคการเมืองต้องวางแผนร่วมกันแต่เนิ่นๆ

วางแผนเพื่อที่จะจับมือกันหลังเลือกตั้ง

ทั้งนี้เพราะสภาผู้แทนฯหลังเลือกตั้ง ไม่น่าจะมีพรรคที่เสียงข้างมากเกินครึ่ง

มีแต่พรรคกับพรรคที่เป็นพวกกันมารวมกันถึงจะได้เสียงเกินครึ่ง

ยุคนี้จึงเป็น “พรรค(พวก)”

นั่นคือ มีพรรคแล้วยังต้องมีพวก ถึงจะได้เสียงข้างมากในสภา

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]