การเมืองในสังคมประชาธิปไตยแม้จะเป็นการเมืองที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองนำเสนอ แนวคิด และทฤษฎีในการบริหารบ้านเมืองอย่างเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้พิจารณาตัดสินใจก่อนเข้าคูหากากบาทตามกระบวนการของการเลือกตั้งก็ตาม แต่เนื่องเพราะประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีความหลากหลายในค่านิยม กล่าวคือค่านิยมของประชาชนในสังคมเมืองกับค่านิยมของประชาชนในสังคมชนบทมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจัยที่เป็นแรงผลักให้เกิดค่านิยมที่แตกต่างกัน คือ 1) ระดับการศึกษา 2) อาชีพหรือรายได้
1.ระดับการศึกษา : การศึกษาเป็นรากฐานอันสำคัญของชีวิต ประชาชนในสังคมไทยปัจจุบันแม้จะมีการศึกษาค่อนข้างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทั้งการศึกษาในระบบ และนอกระบบ แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับความจริงกันโดยไม่ต้องอ้อมค้อมนั่นก็คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองหรือเทศบาลเท่านั้นที่มีระดับการศึกษาค่อนข้างทั่วถึง ส่วนที่อาศัยอยู่นอกชุมชนเมืองหรือนอกเขตเทศบาล ยังคงต้องเร่งรัดพัฒนากันอย่างจริงจังและต้องอาศัยระยะเวลาอีกนานพอสมควร เพราะประชาชนที่สูงวัยคือมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ยังต้องเขียนเบอร์ผู้แทนใส่ลงบนฝ่ามือเพื่อกันลืมและกากบาทไม่สู้จะถูกต้อง
ส่วนประชาชนที่มีอายุกลางคน คือ 40-50 ปี แม้จะพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่ด้วยคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไม่สู้จะดี ทำให้มีค่านิยมในเรื่องระบบอุปถัมภ์พรรคการเมืองที่มีนายทุนหนุนหลังหรือน้ำเลี้ยงดี จึงมักจะได้รับการเลือกตั้ง
2.อาชีพหรือรายได้ : การศึกษาดี ทำให้มีโอกาสในการทำงานที่ดี และมีรายได้สูง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกรรม คือทำนาและทำไร่เป็นอาชีพหลัก มีรายได้พอจุนเจือชีวิตไปในแต่ละวันเท่านั้น น้อยรายที่มีรายได้ในลักษณะของเงินเดือน ที่สำคัญมักติดอบายมุข ทั้งสุรา ยาชูกำลัง การพนันในทุกรูปแบบทั้งตีไก่ หมัดมวย และอื่นๆ จึงมีหนี้สินล้นพ้น การเลือกตั้งในแต่ละครั้งจึงเป็นความหวังของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองที่ตีบทแตก และเข้าใจหัวอกของคนชนบทจึงเป็นขวัญใจตลอดกาล เลือกตั้งเมื่อไหร่
ก็ชนะ
การจะยกระดับการเมืองให้หลุดพ้นจากการเมืองแบบเก่าสู่การเมืองแบบใหม่นั้น สำหรับประเทศไทยคงอีกนาน ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่สอนลูกศิษย์ในด้านสังคมศาสตร์จึงมักจะกล่าวทีจริงทีเล่นว่า “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยไม่ได้” ลูกศิษย์จึงถามอาจารย์ว่า เพราะเหตุใด? คำตอบคือ เพราะคนไทยไม่มีระเบียบวินัยและขาดความอดทน
3.การสืบทอดอำนาจ : รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดในเรื่องการสืบทอดอำนาจ เพราะยังมีภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาอีกมากมาย รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนในรูปของ ครม.สัญจรอยู่เนืองๆ เพื่อให้ประชาชนรู้จักและคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากรัฐประหารที่ยอมลดบทบาทและสถานภาพ ในฐานะเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
การลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างเป็นกันเองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสง่างามและถึงลูกถึงคนมากกว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งบางคนเสียอีก ภาพที่ปรากฏผ่านจอโทรทัศน์จึงเป็นภาพของนักการเมืองแบบเต็มร้อย
อย่างไรก็ดี การเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สอง จะมีภูมิคุ้มกันลดลง แต่เพิ่มแรงกดดันมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะสิ้นสุดลงแล้ว ในสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งเสือ สิงห์ กระทิง แรด เต็มไปหมด ซึ่ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ย่อมซาบซึ้งดีเป็นอย่างยิ่ง หรือแม้แต่ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทย แต่ถึงกระนั้นบนเก้าอี้นายกฯ 8 ปีเศษ ยังต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อหนีปากคนผรุสวาท
ถึง 3 ครั้ง
การเป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางสังคมยุคข้อมูลและข่าวสาร แม้จะมีหน่วยกำลังคอยคุ้มกันเป็นอย่างดี แต่กล่าวสำหรับเวทีรัฐสภาแล้ว ไม่มีใครยอมใคร เรียกว่าตอดเล็กตอดน้อยให้เสียสมาธิอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพกความแค้นมาเต็มกระเป๋า เพราะต้องว่างงานเป็นเวลาหลายปี
4.สถานการณ์ของพรรคการเมือง : อำนาจทางการเมืองเป็นอำนาจที่ได้มาจากการยึดครองกลไกของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งรวมเรียกว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ไม่ว่าอำนาจนั้นจะได้มาแบบปฏิวัติหรือรัฐประหารก็ตาม แต่การเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น อำนาจทางการเมืองมาจากกระบวนการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงเป็นช่องทางหายใจทางการเมืองของนักการเมือง ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ.2557 จวบจนปัจจุบัน ประเทศไทยได้ว่างเว้นจากการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นการเลือกตั้งที่โมฆะ เนื่องจากบางหน่วยเลือกตั้งประชาชนไม่สามารถไปลงคะแนนได้
การเลือกตั้งแทบทุกสมัยในประเทศไทยมักจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น และมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นมากมาย ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าประเทศไทยโหยหาประชาธิปไตย และคนไทยต้องการระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้กุมกลไกอำนาจรัฐ คือ คสช. จึงต้องรีบผ่อนคลายด้วยการปลดล็อกทางการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้ดำเนินการจัดประชุมพรรคและเปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมืองตั้งแต่เนิ่นๆ การหวาดระแวงหรือกลัวนักการเมืองที่อาจจะล้ำเส้นหรือ แสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม ประชาชนจะเป็นคนลงโทษเอง คสช.ไม่ควรกลัวจนเกินเหตุ เพราะหัวหน้า คลช.ก็พร้อมที่จะขึ้นเวทีทางการเมืองอยู่แล้วมิใช่หรือ?
นักมวยที่ชกอย่างสมศักดิ์ศรี กรรมการบนเวทีไม่ต้องสั่งให้ชกฉันใด นักการเมืองที่เล่นการเมืองแบบมืออาชีพ ก็ฉันนั้น เพราะหากนักการเมืองพรรคใดหลงยุค โอกาสที่จะแจ้งเกิดทางการเมือง ย่อมหมดไป แต่จะให้นักการเมืองมักน้อยและสันโดษเหมือน
พระกัมมัฏฐานคงเป็นไปได้ยาก…
ในอดีตเมื่อครั้งการเลือกตั้งใน พ.ศ.2518 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2517 มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย เนื่องจากอัดอั้นมานานเพราะพวกเผด็จการเสวยอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นสงครามเย็นยังคุกรุ่นรุนแรงอยู่ แต่ก็ยังมีพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมเกิดขึ้นได้ รวมทั้งพรรคของชนชั้นสูง เช่น พรรคพลังใหม่ และพรรคกิจสังคม เป็นต้น
ในปัจจุบัน ภายหลัง คสช.ประกาศให้มีการขอจดจองชื่อพรรคการเมืองได้ ปรากฏว่ามีนักการเมืองทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า แห่กันไปขอจดจองชื่อกันเป็นจำนวนมาก แต่มีบางชื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่อนุมัติ เช่น พรรคคนหัวเกวียน พรรคคนหัวล้าน หรือพรรคคนหัวหมอ หัวพญานาค เป็นต้น เพราะฟังดูแล้วไม่สุภาพ ขนาดพรรคปฏิวัติ ที่คุณอุทัย พิมพ์ใจชน ขอจดทะเบียน นายทะเบียนยังไม่อนุมัติต้องเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวหน้าแทน การตั้งชื่อพรรคการเมือง ไม่ใช่คิดแค่สนุกสนานหรือทำเป็นเล่น แต่ต้องพิถีพิถัน คิดอ่านอย่างรอบคอบ เพราะพรรคการเมืองควรเป็นพรรคที่ยืนอยู่บนเวทีการเมืองอย่างถาวรหรือยั่งยืน ในจำนวนพรรคการเมืองที่มีการจดทะเบียนทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ซึ่งมีเป็นจำนวนมากมายนั้น จะมีพรรคการเมืองที่ประชาชนรู้จักจริงเพียง 7-8 พรรคเท่านั้น ประกอบด้วย
4.1 พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่เก่าแก่มากที่สุดเพราะมีการจดทะเบียนตั้งชื่อพรรคตั้งแต่ พ.ศ.2489 เป็นพรรคการเมืองที่มีวิวัฒนาการทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง
4.2 พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคที่วิวัฒนาการจากพรรคชาติไทย มีการจดทะเบียนตั้งชื่อพรรคครั้งแรกใน พ.ศ.2518
4.3 พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีวิวัฒนาการจากพรรคไทยรักไทย มีการจดทะเบียนเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ.2542 ของนายทักษิณ ชินวัตร
4.4 พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่แยกตัวมาจากพรรคพลังประชาชน มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2551 ของอนุทิน ชาญวีรกูล
4.5 พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ จดทะเบียนอย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2561 ของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ
4.6 พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองที่ คสช.ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน จดทะเบียนชื่อพรรคเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ.2561
4.7 พรรคพลังประชาชาติไทย เป็นพรรคแนวร่วม คสช. จดทะเบียนตั้งชื่อพรรคเมื่อ พ.ศ.2561 ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ
4.8 พรรคประชาชนปฏิรูป เป็นพรรคแนวร่วม คสช.จดทะเบียนตั้งชื่อพรรค เมื่อ พ.ศ.2561 ของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน
ส่วนพรรคอื่นๆ นอกจากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นคงต้องหาวิธีประชาสัมพันธ์ตนเองเพื่อให้ประชาชนรู้จักมักคุ้นต่อไป
5.การประยุกต์แนวคิดทฤษฎีทางการเมือง : พรรคการเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพรรคเฉพาะกิจ เหมือนเป็นกิจกรรมในช่วงเทศกาล เมื่อหมดฤดูกาลก็มักจะล้มเลิกหรือสลายตัว โดยเฉพาะเจ้าของพรรคล้มหายตายเจ็บ ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะพฤติกรรมในการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองมีลักษณะผูกพันกับกลุ่มอำนาจทางการเมือง เมื่อกลุ่มอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองก็มักจะยุติบทบาททางการเมืองโดยปริยาย มีรูปแบบหรือพฤติกรรมในลักษณะนี้มาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้แต่พรรคพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เช่นกัน
การประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีทางการเมืองจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับพรรคการเมืองในประเทศไทย ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการธำรงรักษาพรรคการเมืองให้คงมีบทบาททางการเมืองแล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายและจุดยืนหรืออุดมการณ์ของพรรคให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้อีกด้วย
พรรคประชาธิปัตย์ มีวิวัฒนาการทางการเมืองอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2489 ถึงปัจจุบัน (2561) จึงผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน แต่ถึงกระนั้นตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งผ่านมาแล้ว 22 ครั้ง พรรคประชาธิปัตย์สามารถคว้าชัยชนะในทางการเมืองได้เพียงแค่ 6 ครั้งเท่านั้น คือ ในยุคนายควง อภัยวงศ์ ต่อเนื่องด้วยยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 4 ครั้ง ในยุคนายพิชัย รัตตกุล 1 ครั้ง และในยุคนายชวน หลีกภัย 1 ครั้ง ส่วนยุคนายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่เคยรู้จักคำว่าชัยชนะเลย
ในขณะที่พรรคไทยรักไทยซึ่งก็คือ พรรคเพื่อไทย ในปัจจุบันเกิดขึ้นใน พ.ศ.2542 ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ.2544 ก็ประสบชัยชนะอย่างงดงาม เลือกตั้ง 2548 ก็ชนะอีก และสุดท้ายใน พ.ศ.2554 (3 ก.ค.) ก็ชนะอีก เรียกว่าชนะมาโดยตลอดและชนะชนิดถล่มทลายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้จัดการพรรคตัวจริง จึงได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่า “หากมีการเลือกตั้งในปี 2562 พรรคเพื่อไทยจะชนะแบบถล่มทลายอีกครั้งอย่างแน่นอน…”
การประสบความสำเร็จทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะมีปัจจัยหนุนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินก็คือ แนวคิดและทฤษฎีทางการเมืองแบบประยุกต์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวและพรรคแรกที่ประชาชนให้การต้อนรับเป็นพิเศษ นอกจากนี้ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นมหาเศรษฐีที่ตีนติดดิน เข้าหาและคลุกคลีกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง ใช้คนที่มีคุณภาพเป็นรัฐมนตรี แม้ไม่มีเงินก็ตาม ดร.อดิศร เพียงเกษ หากอยู่พรรคอื่น โอกาสเป็นรัฐมนตรีอาจหมดไป เพราะมีเงินน้อย แต่อยู่พรรคเพื่อไทยสามารถเป็นรัฐมนตรีได้หลายกระทรวง
พรรคประชาธิปัตย์ หากไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดและทฤษฎีทางการเมือง โอกาสที่จะประสบชัยชนะทางการเมืองในระบบการเลือกตั้งย่อมมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่หัวหน้าคนปัจจุบันคือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคุณสมบัติยอดเยี่ยม สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม ความซื่อสัตย์สุจริตและชาติตระกูลรับประกันคุณภาพได้เป็นอย่างดี แต่อาจมีจุดอ่อนในการบริหารจัดการคนและพรรค เพราะธรรมชาติของคนที่พูดเก่งย่อมมีจุดบกพร่องในเรื่องภาวะผู้นำอยู่เสมอ ต้องศึกษาบทบาท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ควบคู่กับการเป็นผู้นำพรรคด้วย
พรรคประชาธิปัตย์จึงจะสามารถเป็นพรรคที่สร้างความหวังให้กับสังคมไทยและการเมืองไทยได้อย่างแท้จริง
สรุป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นบุคคลที่มีความรักชาติรักแผ่นดินด้วยจิตสำนึกที่สูงส่ง ก่อนหน้าที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ของบ้านเมือง ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวทำนองว่า “หากผมเข้ามาดูแลบ้านเมืองผมต้องอยู่ยาว…” ซึ่งความหมายก็คือหากต้องรัฐประหาร จำเป็นต้องสะสาง และปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยก่อนแล้ว จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้ง…
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และควบหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงย่อมบ่งชี้ว่าท่านต้องการอยู่ยาว เพื่อปรับปรุงบ้านเมืองให้เรียบร้อย แต่การที่ท่านมีแนวคิดในการสืบทอดอำนาจนั้น ในทรรศนะของผู้เขียนยังไม่ตกผลึกชัดเจนมากนักว่าท่านประสงค์จะสืบทอดอำนาจจริง เพราะอำนาจแม้จะเป็นใหญ่ในโลก แต่คนที่จมปลักในอำนาจก็มักจะลงเอยด้วยการเสียคนทุกราย

