วันนี้ขอเล่านิทานจีนแทรกคติธรรมสักวันเถอะครับ
เมื่อขงจื๊ออายุ 52 ปี ได้รับตำแหน่งนคราภิบาลนครซุงตู ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี เมืองซุงตูก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เกียรติศัพท์เล่าลือว่านับแต่ขงจื๊อมาเป็นนครา
ภิบาลจะหาชาวเมืองไหนว่านอนสอนง่ายและมีความสุขเสมอชาวเมืองซุงตูเป็นไม่มี
เจ้าผู้ปกครองนครรัฐลู่ได้ทราบข่าว จึงส่งคนมาเชิญขงจื๊อไปรัฐลู่ เรียนถามท่านว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่าท่านได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในเมืองซุงตูหลายประการเป็นความจริงหรือไม่”
ขงจื๊อตอบว่า เป็นความจริงดังนั้น
เจ้าผู้ครองรัฐลู่ถามต่อว่า
“ข้าพเจ้าทราบว่า ตั้งแต่ท่านทำหน้าที่ปกครอง ชาวเมืองซุงตูมีความสุขทั่วหน้ากัน ท่านใช้วิธีการอย่างไร จึงสัมฤทธิผลในระยะเวลาอันสั้น”
ขงจื๊อตอบว่า
“ข้าพเจ้าข่มคนควรข่ม ยกย่องคนควรยกย่อง ชาวเมืองเห็นว่าทำดีได้ผลดี ทำชั่วได้ผลชั่วจริง จึงพากันทำดี คนดีย่อมซื่อสัตย์ต่อกันและต่อรัฐบาล”
เจ้าเมืองถามว่า
“จะปกครองรัฐด้วยวิธีเดียวกับที่ท่านปกครองนครได้หรือไม่”
ขงจื๊อตอบว่า
“วิธีนี้ใช้ได้ทั้งโลก”
เจ้าผู้ครองนครรัฐลู่จึงตั้งขงจื๊อเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เมื่อได้รับตำแหน่ง ขงจื๊อก็เริ่มศึกษาคุกตะรางก่อน หลังจากศึกษาข้อเท็จจริงทุกอย่างกระจ่างแล้ว จึงเรียกประชุมผู้พิพากษา นักกฎหมาย และพัศดีทั้งหลาย กล่าวต่อที่ประชุมว่า
“ข้าพเจ้าได้ศึกษาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนแล้วได้ความว่า นักโทษเกือบทั้งหมดเป็นคนจนไร้การศึกษา ความจนและขาดการศึกษาเป็นสาเหตุก่ออาชญากรรม ถ้าเรากำจัดความโง่เขลาและความจนได้ บ้านเมืองก็เจริญและสงบสุข วิธีการก็คือ ให้การศึกษาแก้ไขให้ประชาชนโดยทั่วถึง สนับสนุนให้ประชาชนประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพลเมืองดีของชาติ”
ผู้พิพากษาคนหนึ่งถามว่า
“จะเริ่มตรงไหน ด้วยวิธีใด”
ขงจื๊อตอบว่า
“จะเริ่มต้นที่ตัวท่านทั้งหลายนี่แหละ ท่านเป็นผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองเลว ประชาชนก็เลวตาม ถ้าผู้ปกครองดี ประชาชนก็ดีตาม กฎเกณฑ์หรือวิธีการข้อแรกของการเป็นคนดีก็คือ อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนอย่างไร จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างนั้น และอย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นในสิ่งที่ตนเองก็ไม่ต้องการ”

