หน้าแรก บทความ สภาพศก.ภายใต้...

สภาพศก.ภายใต้แผนพัฒนาศก.และสังคมแห่งชาติ ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

23.09.18 | 13:00 น.

ภายหลังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2501 แล้ว ก็มีเจตนาอันแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติให้เจริญรุ่งเรืองตามแบบอย่างประเทศตะวันตก จึงได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม โดยการตราพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2505 และพระราชบัญญัติงดหรือลดอากรขาเข้าให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2504

1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 นอกจากมีการตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ใน พ.ศ.2504 รัฐบาลยังได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี้ จะมีสืบเนื่องกันต่อมาถึงปัจจุบัน จำนวน 7 ฉบับ แต่ละฉบับมีสาระสำคัญ คือ (1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ 1.1 มุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยการส่งเสริมการลงทุนในสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐาน 1.2 พัฒนาอุตสาหกรรมและสนับสนุนให้เอกชนประกอบธุรกิจอย่างเต็มที่ 1.3 เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติแต่ไม่เน้นการกระจายรายได้

(2) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514) มีวัตถุประสงค์หลักคือ 2.1 เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2.2 รวมการพัฒนาในด้านรัฐวิสาหกิจและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน 2.3 เน้นการพัฒนาสังคม การพัฒนากำลังคน ความสำคัญของภาคเอกชน 2.4 การพัฒนาส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น

(3) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ 3.1 เพื่อส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรม 3.2 สนับสนุนบทบาททางเศรษฐกิจของเอกชนและคนไทยตามระบบเศรษฐกิจเสรี 3.3 สนับสนุนการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง 3.4 ส่งเสริมการศึกษาและการฝึกอาชีพ 3.5 สนับสนุนให้เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประเภทที่ต้องใช้คนงานจำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาการว่างงาน

(4) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ 4.1 เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในช่วง พ.ศ.2520-2521 4.2 เพื่อลดช่องว่างในฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในหมู่ประชาชนให้ลดน้อยลง 4.3 เพื่อลดอัตราเพิ่มและปรับปรุงคุณภาพของประชากร ตลอดทั้งการเพิ่มการว่างงาน 4.4 เพื่อเร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักตลอดทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 4.5 เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและแก้ไขปัญหาในบางพื้นที่เพื่อความมั่นคง

Advertisement

(5) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ.2524-2529) มีจุดประสงค์หลัก คือ 5.1 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเงินของประเทศให้มั่นคง 5.2 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ 5.3 เพื่อพัฒนาโครงสร้างและกระจายบริการทางสังคม 5.4 เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง 5.5 เพื่อประสานการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศให้สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

(6) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ 6.1 จะต้องรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้ต่ำกว่าร้อยละ 5 เพื่อรองรับกำลังแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด เพื่อจะเน้นการขยายตัวที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะของแผน 5 6.2 มุ่งพัฒนาคุณภาพคนเพื่อให้สามารถพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้าพร้อมกับการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติวัฒนธรรมและค่านิยมอันดี และเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนในชนบทและในเมืองให้ได้ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน

(7) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ 7.1 การรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องออกไปอย่างมีเสถียรภาพ 7.2 การกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น 7.3 การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปให้ดีขึ้น

กล่าวโดยสรุป แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 เป็นแผนที่ให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ด้านความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น ด้านการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในแผนที่ 2-3 สอดคล้องกับข้อตกลงที่ทำกับสหรัฐอเมริกา แผนที่ 3-4 ได้เขียนวัตถุประสงค์ด้านการ
กระจายรายได้เข้าไปด้วย ในแผนที่ 1-4 ได้กำหนดการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมในอัตราสูงกว่าการเกษตร แปลงสภาพโครงสร้างการผลิตมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น แต่เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมระหว่างเมืองกับชนบทมากขึ้น

ในแผนที่ 5 ซึ่งต้องเสนอการแก้ปัญหาชนบทควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่องมาถึงแผนที่ 6-7 ด้วย

ส่วนแผนที่ 5-7 ให้ความสำคัญกับการรักษาระดับการขยายตัว หรือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ในแผนที่ 7 เป็นแผนที่ให้ความสำคัญ คือการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจมีการสนับสนุนการกระจายรายได้ กระจายอำนาจทางการเงินสู่ส่วนภูมิภาพ มีโครงการต่างๆ เช่น โครงการอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก โครงการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นต้น สาระสำคัญของแผนนี้จึงมุ่งไปที่การกระจายการพัฒนาในรูปแบบทุนผูกขาด โดยมีระบบความทันสมัยเฉพาะส่วนเท่านั้น

2) การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยระหว่าง พ.ศ.2505-2523 จากการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ทำให้นายทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยช่วงนี้มากมาย การลงทุนในช่วง พ.ศ.2505-2523 ปรากฏว่าเป็นของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ใน พ.ศ.2516 มีบริษัทที่ชาวอเมริกันถือหุ้นในประเทศไทย จำนวน 206 บริษัท ส่วนบริษัทญี่ปุ่นมีจำนวนทั้งสิน 287 บริษัท

ภายหลัง พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2523 เป็นต้นมา ระบบทุนนิยมได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง กลุ่มสมาคมพาณิชย์ได้ขยายสาขาของตนออกไปเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ กิจการประมง อุตสาหกรรมน้ำตาลทราย อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ก็ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

6.แนวนโยบายทางเศรษฐกิจในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ.2524-2531)
รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2523 ได้ดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ

1) ดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดการขยายตัวของการใช้จ่ายในประเทศ เพื่อป้องกันการขาดดุลการค้า และชะลอการเพิ่มของระดับราคาสินค้าในประเทศ
2) ปรับราคาน้ำมันในประเทศให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดโลก เพื่อลดการอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาล และส่งเสริมการประหยัดการใช้พลังงานและลดการนำเข้า
3) ลดค่าเงินบาท เพื่อแก้ปัญหาทางด้านการขาดดุลการค้า
4) ปรับปรุงภาษีศุลกากรรวมทั้งการส่งออก เพื่อกระตุ้นการส่งออกและเพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตสินค้าภายในประเทศ
5) เร่งนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อลดภาระทางด้านการคลังของรัฐบาล และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชนในส่วนของการประสานนโยบายเศรษฐกิจกับธุรกิจ

ผลจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าว มีผลทำให้การขยายตัวในการลงทุนชะลอตัวลง การลงทุนของภาคเอกชนซบเซาจากผลที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นตามความเข้มงวดของนโยบายการเงิน

7.นโยบายเศรษฐกิจสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (พ.ศ.2531-2534)
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวอย่างสูงและมีเสถียรภาพเต็มที่ รวมทั้งในสายตาของชาวต่างประเทศก็มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของไทยจะมั่นคง เศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปยังคงมีบรรยากาศที่ดีส่งผลทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และอยู่ในระดับสูง ทั้งทางด้านการลงทุนอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และการส่งออก

รัฐบาลได้ทำการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและเร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจเร่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงิน และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค โดยมีนโยบายหลัก 4 ประการ คือ

1) เพิ่มประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศ โดยดำเนินนโยบายการค้าเสรีและผ่อนคลายการควบคุมระบบการเงิน เพื่อเป็นการลดการเข้าแทรกแซงของรัฐบาล และให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น
2) เน้นความสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน โดยพยายามชักชวนให้นักธุรกิจชาวต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
3) ให้ความสำคัญต่อการลงทุนของรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับปรุงกิจการสาธารณูปโภค
4) พัฒนาประเทศไทยให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในทวีปเอเชีย

ผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง และมีทีท่าจะก้าวไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) ได้ในอนาคตอันใกล้ ถ้าไม่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย และการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 อันจะมีผลให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพราะนักธุรกิจไม่แน่ใจในสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนั่นเอง

การเกิดสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ใน พ.ศ.2532 และการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ทำให้การลงทุนในประเทศไทยต้องหยุดชะงักลง และมีผลทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง ภายหลังการรัฐประหาร รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้พยายามสร้างภาพพจน์ให้ต่างประเทศเข้าใจประเทศไทย และกลับมาลงทุนทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรมต่อไปเหมือนอย่างเดิม ก็พอจะได้ผลเพียงระดับหนึ่ง เพราะต่างประเทศยังไม่แน่ใจในสถานการณ์การเมืองในอนาคต

ภายหลังที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เกิดสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนส่วนหนึ่ง ทำให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีผลทำให้นายอานันท์ ปันยารชุน ต้องกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจัดการยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2535

ต่างประเทศเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นว่า นายอานันท์ ปันยารชุน จะนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยได้ ทำให้การคาดหวังผลทางเศรษฐกิจเป็นไปในทางที่ดีมากขึ้น

8.บทสรุป
สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ ได้พัฒนามาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตัวเอง และการเข้าอยู่ในระบบผูกขาดของพระคลังสินค้า ต่อมาภายหลังที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ.2398 การค้าเปลี่ยนเป็นระบบเสรี การค้าได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้การเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวขยายตัวออกไปจากเดิมอย่างมากมาย เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งต้องปฏิรูปการเงินการคลัง ปฏิรูปภาษีอากร และปฏิรูปการคมนาคมอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวมมาก แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะความล้มเหลวทางเกษตรกรรมของไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกตกต่ำ ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะพยายามแก้ไขอย่างไร ก็ยังไม่สามารถจะทำให้สถานการณ์กระเตื้องขึ้นได้

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 รัฐบาลพยายามหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลายแนวทาง จนกระทั่งในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยการนำของรัฐ เพื่อให้คนไทยเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจต่างๆ บ้าง เพราะนโยบายดังกล่าว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้นำมาใช้อีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2501 ได้ส่งเสริมการลงทุน และจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายดังกล่าวได้สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมของไทยขยายตัวขึ้นมาเป็นลำดับ

จนกระทั่งมาถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีนโยบายในการเร่งผลิตเพื่อส่งออก รวมทั้งการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยประสบกับความรุ่งเรืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และได้มาหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้งการรัฐประหารใน พ.ศ.2534 และการนองเลือดในประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535…

จนเกิดการชะงักงันของเศรษฐกิจและฟื้นคืนชีพอีกครั้งเมื่อนายอานันท์ ปันยารชุน นำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งเมื่อมีการ “เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ผลทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับไงเล่าครับ