พระคุณเจ้าผู้มีนามเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า “พุทธทาสภิกขุ” พระพุทธธรรมนั้น เป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา การเคารพบูชาท่านผู้เข้าถึงพระพุทธธรรมน่าจะ “อกาลิโก”
ได้ด้วย
ผมไม่เคยไปสวนโมกข์ ไม่เคยพบปะสนทนากับท่านเป็นส่วนตัว แต่ติดต่อกับท่านผ่านเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน เขียนอะไร มีทรรศนะอย่างไรเกี่ยวกับแวดวงพระพุทธศาสนาในบ้านนี้เมืองนี้ ก็กราบเรียนท่านไป ท่านก็ได้เมตตาให้โอวาทฝากมา บางครั้งก็ส่งหนังสือเทศนาของท่านมาให้อ่านหลายเล่ม
ทุกครั้งที่ผมอ่านหนังสือมากมายของท่านหรือเปิดเทปฟังเสียงเทศน์อันมีลีลาเนิบนาบ เยือกเย็นด้วยน้ำเสียง แต่เผ็ดร้อนในความหมายและท้าทายในความคิด ผมรู้สึกว่าราวกับตัวเองได้นั่งสงบฟังธรรมอยู่ต่อหน้าท่าน ท่ามกลางร่มไม้อันร่มรื่นในสวนโมกข์ (ซึ่งผมไม่เคยไปเห็นมา) ยังไงยังงั้น
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในชีวิตของท่าน จากคำบอกเล่าของเหล่าสานุศิษย์ใกล้ชิดท่าน ไม่ว่าเรื่อง “หมาสมพาลให้หวย” เรื่อง “ปราบศิษย์ผู้ติดรูปแบบ” เรื่อง “วิธีแก้ทุกข์อย่างฉับพลัน” ฯลฯ ผมจดจำไว้หมดนำมาเขียนหากินแล้วก็มาก อย่างเช่นเรื่องต่อไปนี้
ครั้งหนึ่งมีโยมกลุ้มอกกลุ้มใจในชีวิตอันเร่าร้อนทุรนของตนไม่รู้จะแก้อย่างไร จึงไปกราบขอให้หลวงพ่อพุทธทาสช่วยคลายทุกข์ หลวงพ่อถามว่า “มันกลุ้มมากหรือโยม”
“มากครับท่าน สมองแทบระเบิดเลย แน่นในอกไปหมดเลย”
“เอางี้ โยมถอยออกไปยืนกลางแจ้ง สูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ สามครั้งแล้วตะโกนให้ดังที่สุด ‘กูกลุ้มจริงๆ โว้ยๆๆ’ ”
เขาถอยออกไปทำตามอย่างว่าง่าย แล้วกลับเข้ามาหาท่านด้วยใบหน้าผ่อนคลาย
“เป็นไง” หลวงพ่อถาม
“รู้สึกสบายขึ้นแล้วครับหลวงพ่อ” เขาตอบ
“เออ เอากลุ้มออกแล้วนี่” ท่านกล่าวยิ้มๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก
ครับ วิธีแก้ทุกข์ให้คน บางครั้งไม่จำเป็นต้องนั่งเทศน์ยืดยาวไม่ว่าเขาจะโง่หรือฉลาดแค่ไหน ถ้าท่านรู้จักแก้ถูกจุด ก็สามารถ “ปลุกโพธิ” ให้แก่เขาได้ วิธีการเช่นนี้พระสงฆ์ฝ่ายมหายานหรือเซนชอบใช้ หลวงพ่อพุทธทาสดูเหมือนจะเป็นพระไทยรูปแรกที่นำวิธีเซนมาใช้ ถึงกับลงมือแปล “สูตรเว่ยหล่าง” และ “คำสอนฮวงโป” เผยแพร่ก่อนที่โรคเห่อเซนจะระบาดดังในปัจจุบันนี้
ลีลาการเทศน์ของท่านไม่เหมือนใคร ท่านพูดช้าๆ ว่าไปเรื่อยๆ แต่ไม่ทำให้เบื่อหรือเซ็ง ตรงกันข้าม ยิ่งฟังยิ่งเร้าใจ เพราะท่านใช้ถ้อยคำเข้มข้น จี้ใจ บางครั้งดุเดือดเผ็ดมัน กระตุ้นให้ขบคิดเป็นระยะๆ แต่ละคำที่ท่านคิดขึ้นมาใช้มีพลัง และท้าทายปัญญาอย่างประหลาด เช่น “ตัวกู ของกู” , “ตายเสียก่อนตาย” , “การศึกษาหมาหางด้วน” , “กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว” หรือแม้แต่เรียกหมาว่า “สมพาล” คนฟังก็สะดุ้ง นึกว่าท่านตั้งหมาเป็น “สมภาร” เจ้าวัด บางครั้งก็ว่าคล้องจอง เช่น “ให้ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่าเป็นกงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมเป็นตน เป็นคนมิใช่มนุษย์ ชาวพุทธต้องหมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กับสติ ทิฐิต้องสัมมาวิชาต้องส่องแสง การลงแรงต้องคุ้มค่า ศีลธรรมกลับมา โลกาสงบเย็น”
ที่กระตุ้นแรงจนคนฟังเส้นกระตุกไปตามๆ กัน ก็เห็นจะเป็นเมื่อครั้งเทศน์เรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ท่านกล่าวว่า “พระพุทธรูปเป็นภูเขาขวางกั้นมิให้เข้าถึงพุทธธรรม” เทศนาเรื่อง “สุญญตา” หรือจิตว่าง ก็อีกเรื่องหนึ่งที่ฮือฮามาก ปฏิกิริยาเยี่ยงนี้กลับเป็นผลดีคือทำให้คนหันมาสนใจสิ่งที่ท่านเทศน์มากยิ่งขึ้น นับว่าเทคนิควิธีทำให้คนมึนงงด้วยปริศนาธรรมกระตุ้นให้คนหยุดคิดนี้ได้ผลชะงัดฉับพลัน
ท่านพุทธทาสกล่าวไว้วันหนึ่งว่า “ก่อนนี้นึกว่าการสอนสุญญตาจะต้องใช้เวลาสัก 20 ปี คนจึงจะเข้าใจ แต่เวลานี้คงไม่ถึงแล้ว”
ท่านย่อ “แก่นพุทธศาสน์” มาวางไว้สั้นๆ ครอบคลุมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย)
พุทธธรรมนั้นกว้างขวาง พระไตรปิฎกมากมายหลายเล่มสมุด อ่านเท่าไรก็ไม่รู้จบ แต่ถ้าท่านจับเอา “แก่น” และปฏิบัติได้ตาม “แก่น” แล้วไซร้ อย่าว่าแต่ท่านจะทิ้ง “พุทธทาส” และพระไตรปิฎกเลย
แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ทิ้งได้

