หน้าแรก บทความ ค่านิยมสังคมไ...

ค่านิยมสังคมไทย : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

30.09.18 | 13:00 น.

“Thinking” หรือ “การคิด” เป็นสิ่งที่มนุษย์หรือ “คน” เราทุกคนที่เกิดมาจากท้องแม่มาตั้งแต่ทารก เด็กเล็ก เด็กโต วัยเรียน วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ สู่ผู้ชรา เมื่อเกิดมาตอนแรกของชีวิต มักจะมีการกระทำหรือมีการเคลื่อนไหวใดๆ มักจะมาจากการอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาด้วยการเลียนแบบ ต่อมาจะมีการสอนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ให้ทำตามคำสั่ง

เมื่อเจริญเติบโต ถึงวัยเรียน การสร้างภาพ ด้วยการแสดงต้นแบบภาพเหตุการณ์จะปรากฏขึ้นเป็นฉากๆ ในความคิด เช่น อาการ รู้สึกผ่อนคลาย สบาย มีความสุข การกระทำเช่นนี้ เรียกว่า “การสร้างภาพในใจ” หรือเรียกว่าการจินตนาการ ตรงกันข้าม เมื่อเราต้องแสดงความคิดเห็นตามคำสั่งที่สอง เราจะต้องใคร่ครวญหาเหตุผลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ คาดการณ์ในสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อหาข้อสรุปในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ การกระทำดังกล่าวนี้เรียกว่า “การคิด” Thinking

“การคิด” คือ การกระทำทางความคิดที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง รู้ว่าเรากำลังคิดเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง และสามารถควบคุมความคิดให้จนบรรลุเป้าหมายได้

ความคิดเป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่แยก “มนุษย์” ออกจาก “สัตว์” ได้อย่างชัดเจน สัตว์ดำเนินชีวิตตามสัญชาตญาณแห่งความอยู่รอดเท่านั้น ตรงข้ามกับ “มนุษย์” ที่มีมันสมองสร้าง “ความคิด” ที่สามารถพัฒนาสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทำให้เราได้พบเห็น ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งใหม่ แปลกๆ อยู่เสมอๆ

การคิดของ “คนเรา” จะมี “คุณค่า” จะต้องเป็นคนที่มีและสามารถใช้เหตุผลได้ดี จำเป็นต้องผ่านกระบวนการคิดหาเหตุผลที่ “ถูกต้องเหมาะสม” ตามเหตุการณ์ ตามกาลเทศะ อันจะช่วยให้เราวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

Advertisement

มีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่ว่า สิ่งที่ผิดไม่ว่าออกจากปากใครก็ย่อม “ผิด” และสิ่งที่ถูกไม่ว่าออกจากปากใครก็ย่อม “ถูก” ดังนั้น ก่อนจะติดสินเรื่องใดว่าเป็นอย่างไร เราจึงจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์เหตุผลที่แท้จริง และใช้ข้ออ้างที่ผิดๆ ข้างๆ คูๆ ได้ เพราะว่า “จริง ก็คือ จริง” “เท็จ ก็คือ เท็จ”

ก่อนจะตัดสินในเรื่องใดว่าเป็นอย่างไร พึงระลึกเสมอว่า “คิดดี พูดดี ทำดี” อย่างไรก็ “ดี” ทุกอย่าง

การคิดของคนทั่วไปในสังคมไทยเป็นเหมือนที่มีกล่าวว่า “เหมือนการเหวี่ยงก้อนหินสะเปะสะปะ” เพราะคิดไม่เป็น สิ่งที่เราคิดคำนวณมา “สร้างปัญหา” มากกว่าก่อให้เกิดการพัฒนาตั้งแต่ในระดับปัจเจกบุคคล บางครั้งไปถึงระดับ “ผู้นำ” บางความคิดในสังคม สังคมไทยจึงอยู่ในสภาพอ่อนแอทางความคิด เพราะ…

1) เราเป็นคนที่เชื่อคนง่าย ถูกหลอกง่าย เพราะเราไม่คิดหรือคิดไม่เป็น คิดไม่ทันคนอื่น เรามักเชื่อตามบุคคลอื่นที่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้อาวุโส นักวิชาการ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือไม่ก็เชื่อไปตามโชคชะตา หรือคิดไปเอง (มโน) ว่าใช่แน่ๆ หลายครั้งเราจึงถูกหลอกทางความคิดอย่างง่ายๆ เพราะเราไม่เรียนรู้ที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่พยายามตั้งคำถามกับสิ่งที่ควรสงสัย

2) เราตัดสินใจเลือกในสิ่งที่คิดผิดๆ เราไม่ได้คิดวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบผลดี ผลเสียอย่างรอบคอบ ขาดการคิดอย่างบูรณาการและการคิดเชิงอนาคต จึงทำให้คิดผิดโดยคิดมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า เข้าข้างตนเองอย่างอคติ ทำเลียนแบบคนอื่นโดยหลงผิด “เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง” โดยขาดเหตุผลไม่ได้คำนึงถึงผลเสีย

3) เราไม่สามารถคิดแก้ปัญหาให้กับตนเองได้ เช่นคนจนในชนบท แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับตนเองไม่ได้ต้องพึ่งภาครัฐเป็นหลัก ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของชนบท ขณะนี้รัฐเองไม่ได้ประยุกต์แนวทางการแก้ปัญหาแบบ “เข้าใจ เข้าถึง” บริบทที่แตกต่างของสังคมชนบท จนทำให้เมื่อนำมาใช้อย่างเถรตรงเป็นสูตรการพัฒนาจึงเกิดปัญหาตามมามากมาย

4) เราไม่สามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ได้นั้น เราคิด “เทคโนโลยี” ใหม่เองไม่ได้ เพราะเราไม่เคยลงทุนอย่างจริงจังในการทำวิจัย และเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน เราไม่มีนักคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเพียงพอภายในประเทศ ซึ่งทำให้เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้เกิดจาก “ค่านิยมสังคม” ระบบและบริบทต่างๆ ในสังคมไทยไม่เอื้อให้คนคิด กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ เพราะ “ค่านิยม” เป็น “กับดัก” ของความคิด อาทิ

1.อาวุโสนิยม : สภาพสังคมไทยมักถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังมากกว่าจะถูกฝึกให้กล้าคิดก่อนทำ หรือพิสูจน์ก่อนจะแน่ใจ หรือมีบรรยากาศท้าทายให้คนคิดเพื่อหาคำตอบ อาการอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การยอมรับระบบ “อาวุโส” อย่างตกขอบ เชื่อฟังที่วัยวุฒิสูงกว่า หรือมีประสบการณ์มากกว่าโดยเชื่อว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดหรือทำจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ โดยไม่ต้องสงสัย หรือหาข้อพิสูจน์ หรือตรึกตรองอย่างรอบคอบ “สมเหตุสมผลหรือไม่” ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น คำพังเพย และสุภาษิตไทยที่ยึดเป็น “ค่านิยมสังคม” มาเป็นเวลาช้านาน ได้แก่ อาบน้ำร้อนมาก่อน ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ปีกกล้าขาแข็ง เด็กอมมือ อย่าสอนหนังสือสังฆราช สอนจระเข้ว่ายน้ำ เด็กเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด

2.อุปถัมภ์นิยม : ระบบนี้ทำให้คนไม่ได้แข่งขันกันที่ความรู้ความสามารถ แต่แข่งกันที่มีเส้นมีสายใยในระบบใครเส้นใหญ่ จะมีโอกาสรับเลือก ได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว มักมีความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือได้งานประมูลสัมปทานใหญ่ เป็นต้น คนที่คิดเป็นคิดถูกต้องจะอยู่ในระบบเช่นนี้ไม่ค่อยได้ เพราะเขาจะคิดขัดแย้งกับระบบที่ไม่ถูกต้องนี้ และหากแสดงอาการต่อต้านย่อมมีสิทธิถูกโยกย้าย หรือต้องตกที่นั่งลำบาก หรือตกเก้าอี้ เพราะไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
ระบบราชการไทยๆ เรา เป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในเรื่องนี้ เช่น ยอมตนรับใช้หัวหน้า เพราะยิ่งใกล้ชิด (เลียเก่ง) ยิ่งทำให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ในทางตรงข้ามคนที่คิดต่างไปจากหัวหน้างาน แต่ขัดใจนายแม้สิ่งนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง เขาจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ยาก

3.ค่านิยมไตรภาวะ : ค่านิยมนี้มีลักษณะที่ “กด” คนไว้ไม่ให้โดดเด่นขึ้นมาในสังคมได้ หากคนนั้นคิดในสิ่งที่ขัดกับประโยชน์ แม้เพียงบางส่วนของตน หรือของกลุ่มตน หากคนนั้นสามารถผ่านพ้นขั้น “กด” ขึ้นมาได้ เขาจะผันเข้าสู่ภาวะ “ลองของ” คือ เริ่มมีโอกาสแสดงฝีมือมากขึ้น แต่สังคมจะตั้งคำถามและข้อสงสัยเสมอว่า “จะไปได้สักกี่น้ำ” “เก่งจริงหรือ” เสมอ และถ้ายังสามารถผ่านไปได้อีกถึงจะเข้าสู่ภาวะ “ใช้ประโยชน์” คือ มี “คนเข้าร่วม” เป็นพวกแอบอิงใช้ประโยชน์ร่วมด้วยมากมาย ซึ่งถ้าผ่านพ้นได้ถึงขั้นนี้ จะพูดหรือทำสิ่งใดย่อมจะเป็นที่ยอมรับและสร้างอิทธิพลได้ง่าย แต่มักพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านพ้นตั้งแต่ภาวะแรกของการกดได้

4.ค่านิยมชอบเสี่ยงโชค รวยทางลัด งานหนักไม่เอาเบาไม่สู้ : สังคมไทยทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องกระบวนทัศน์วัฒนธรรมต้นตอของการถดถอยทางเศรษฐกิจของไทย ไม่ได้มาจากปัญหาด้านเทคนิค ทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากวิธีคิด เช่น การชอบรวยทางลัด การเก็งกำไร การมีความหลงลมๆ แล้งๆ เหมือนไม่คิดว่าตลาดจะอิ่มตัว ไม่มีกำลังซื้อ การไม่ใช้เหตุผล ไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ก่อน เห็นใครทำอะไรก็ทำตาม นี่คือ ความอ่อนแอของสังคมไทย อันเกิดจากการไม่ใช้ “ปัญญา” เป็น “ตัวนำ” ท้ายสุดคนพวกนี้จะเกิดปัญหา เพราะเชื่อคนง่ายหลังได้ลาภ โลภมาก เช่นการใช้กลยุทธ์ คือ “ชิงโชค” คงจะซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อหวังได้รับโชค การมีค่านิยมเช่นนี้จะทำให้คนไม่เห็นความสำคัญของการคิด แต่ชอบเสี่ยงโชค หรือชอบได้ของโดยไม่ต้องลงแรง

5.สังคมชอบใช้ “กล้ามเนื้อ” ไม่ชอบใช้ “กล้ามสมอง” ลองคิดดูกันว่า สังคมไทยให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่ากิน

…นางงามจักรวาล หรือ นักคณิตศาสตร์โอลิมปิก ละครโทรทัศน์ หรือหนังสือ นักมวยแชมป์โลก หรือนักวิทยาศาสตร์ นักร้อง นักแสดง หรือนักวิชาการ บันเทิงคดี หรือสารคดี เงินตรา นารี อำนาจ หรือปัญญา

6.ค่านิยมการศึกษาแบบนกแก้วนกขุนทอง : ในระบบการศึกษาของไทย แฉการเรียนรู้ทั้งระบบมักเป็นไปในลักษณะการถ่ายทอดข้อมูล เพื่อให้จำเป็นเหมือนนกแก้วนกขุนทองมากกว่าจะสอนให้รู้จัก “คิด” กล่าวคือ “เรียนแบบท่องจำ” หรือให้จับปลาโดยไม่สอนวิธีจับปลา
“การศึกษาที่รับมาทั้งดุ้น” โดยรับความรู้จากต่างประเทศมา แบบไม่ได้มีการปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทการเรียนรู้ในสภาพสังคมไทย เป็นต้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คนไทยไม่ได้รับการฝึกฝน “วิธีคิด” เช่น ไม่รู้จักตั้งคำถาม ไม่คิดสงสัย ไม่คิดแตกต่าง หรือคิดวิพากษ์ ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เพราะเป็นอย่างเดียวแล้วท่องจำเก็บไว้เป็นข้อมูลในสมอง อีกทั้งการทดสอบความรู้ที่เรียนมามักจะเป็นข้อสอบ “ปรนัย” มากกว่า “อัตนัย” ทำให้คนไม่ถูกบังคับให้คิดความชัดผ่านการเรียน ดังนั้น จึงขาดกระบวนการบริการความคิด ได้มีกระบวนการคิดที่ชัดเจนเป็นระบบหรือคิดอย่างรอบคอบ

7.ค่านิยมการเลียนแบบ : สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบชื่นชมแนวคิดตะวันตกทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว หากพิจารณาแนวคิดการพัฒนาประเทศที่เรานำมาใช้ในทุกวันนี้ล้วนลอกเลียนแบบแนวความคิดตะวันตกแทบทั้งสิ้น เท่าที่สำรวจดูแทบไม่มีแนวคิดใดที่คนไทยเป็นผู้ที่คิดขึ้นมาจากของความเป็นไทย ไม่ว่าจะประชาธิปไตย ธรรมรัฐ ประชารัฐ ประชานิยม ฯลฯ หรืออื่นๆ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงการรับแนวคิดตะวันตกจากนักคิดบางคนที่ตนชื่นชอบมา โดยที่มีการละเลยอ้างอิงบุคคลต้นคิด

การเปิดกว้างรับความเจริญ หรือความสำเร็จรูปจากวัฒนธรรมประเทศตะวันตก โดยปราศจากการคิด จากศาสตร์ไหนของความเป็น “ไทย” ส่งผลให้สิ่งที่เรารับมานั้นสวมเข้าได้ไม่สนิทกับสังคมไทย เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะ มีค่านิยมสังคม ความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจในเรื่องที่รับมานั้นแตกต่างกัน เช่นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบบ “ประชาธิปไตย” แต่ค่านิยมยังคงเดิมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิยม อาวุโสนิยม อุปถัมภ์นิยม ไม่ได้ยึดหลัก… “ประชาธิปไตยนิยม” อย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นจากการที่ประเทศไทยปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหารมานานกว่าครึ่งหนึ่งของระยะเวลานับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 ในรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ระบอบการปกครองเช่นนี้ ไม่ได้เอื้อให้คนในสังคมต้องคิด

แต่เน้นการเชื่อฟังอยู่ในอำนาจผู้ปกครองเป็นหลัก

8.สังคมไทยมีความอ่อนด้อยทางวัฒนธรรมการคิดการเรียนสังคมไทยเป็นสังคมที่เน้นแต่วัฒนธรรมฟังกับการพูดทำให้เราขาดวัฒนธรรมการคิดและการเขียน มีคนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบดูรายการโทรทัศน์ ฟังรายการวิทยุ เราย่อมคิดไม่เป็น ไม่ประเทืองปัญญา การไม่ใช้เวลาที่มีให้กับอ่านหนังสือ สนทนาเชิงปัญญาหรือแสดงหาความรู้ ไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่สนใจต่อองค์ความรู้ ชอบนิยมเลียนแบบ
การที่สังคมไทยเราถูกตีราคาคุณค่าทางปัญญาน้อย สังคมจึงกลายเป็นสังคมด้อยปัญญาทันที เพราะไม่มีใครทุ่มลงทุนทางปัญญาอย่างแท้จริงและจริงใจ คนเก่งจะไม่อยู่ในอาชีพที่ใช้ความคิด หากอาชีพนั้นได้รับผลตอบแทนน้อย คนไม่เลือกเป็นอาจารย์ “มหาวิทยาลัย” แต่เลือกเป็นผู้จัดการบริษัทเอกชน ซึ่งได้รายได้มากกว่าการทำวิจัยทางวิชาการ หรือคนเห็นว่าการลงแรงเขียนหนังสือ อันเป็นงานต้องลงแรงใช้สมองและใช้เวลามากจึงไม่มีใครอยากทำงานประเภทนี้

และเมื่อเป็นอย่างนี้ “สังคมไทย” จะยิ่งขาดผู้ที่ใช้ความคิด เพราะคนเก่ง คนมีความสามารถจะไม่ทุ่มแรงทาง “ความคิด” ทางผลผลิตทางปัญญา “กับดัก” หรือ “อุปสรรค” เหล่านี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้รับการเรียนรู้วิธีคิดและมีเสรีภาพในการใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุดไงเล่าครับ