หน้าแรก บทความ เกษียณอายุอย่...

เกษียณอายุอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับชีวิต โดย : รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

2.10.18 | 13:00 น.

ในปีพุทธศักราช 2564 สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีคนอายุมาก หรือคนแก่มากกว่าคนหนุ่มสาว หากเป็นเช่นนี้จริงสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่คนอยู่ในวัยแรงงาน หรือวัยทำงานลดน้อยลง แต่อยู่ในวัยชราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวัยชราหรือวัยสูงอายุนั้นเป็นวัยที่ว่างงานเป็นส่วนใหญ่ และสาเหตุที่ว่างงานนั้น เนื่องจากเพราะถูกให้ออกจากงานบ้าง ถูกปลดออกจากงานบ้าง ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบ้าง สมัครใจลาออกจากงานบ้าง และสุดท้ายคือเกษียณอายุการทำงาน หรือเกษียณอายุราชการ

การเกษียณอายุการทำงานหรือเกษียณอายุราชการนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ต้องครบวาระของการทำงานรับใช้ชาติบ้านเมือง โดยกำหนดวันที่ 30 กันยายนของทุกปี เป็นวันครบการเกษียณอายุการทำงานหรือเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นไปตามปีงบประมาณในแต่ละปี

รวมทั้งการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งงานของข้าราชการที่ยังไม่ครบการเกษียณอายุราชการควบคู่ไปด้วย

1.เกษียณอายุแบบไหนจึงไม่เครียดหรือกดดัน : การครบวาระรับใช้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ของชีวิตข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐที่มีตำแหน่งงานไม่ใหญ่โต อาจจะไม่เครียดหรือกดดันมากนัก เพราะถือว่าได้สนองงานชาติแผ่นดินมาค่อนข้างยาวนาน บั้นปลายชีวิตจะได้มีเวลาพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งมีเงินก้อนหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในวัยชรา ซึ่งเป็นอานิสงส์ของความเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แต่ที่เครียดและกดดันนั้น มักจะเกิดกับข้าราชการที่มียศและตำแหน่งหน้าที่การงานสูง รวมทั้งมีอำนาจและอิทธิพลในหน่วยงาน

ข้าราชการที่มียศ ตำแหน่ง มีหน้าที่การงานสูงก็ย่อมจะมีอำนาจและอิทธิพลควบคู่กันเสมอ เพราะยศและตำแหน่งค้ำคอ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใกล้จะถึงเวลาครบวาระการเกษียณอายุราชการ จึงเกิดอาการหวั่นไหว และเครียด กระทั่งคลุ้มคลั่งเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ “ยศที่เคยมี อำนาจที่เคยใช้ อิทธิพลที่คับฟ้า และบริวารที่ห้อมล้อมคอยพินอบพิเทา กำลังจะหมดไป” มีหรือจะไม่เครียดหรือกดดันชีวิต ยิ่งบางคนในยามที่มียศ มีตำแหน่ง บ้ายศ และบ้าตำแหน่งด้วยแล้ว ย่อมทำใจได้ยากเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าหากต่ออายุในยศและตำแหน่งที่เคยได้ ขออีกสัก 10 ปี เกษียณตอนอายุ 70 ก็ยอม เพราะเป็นห่วงงานและลูกน้อง อะไรประมาณนั้น ทั้งๆ ที่ข้าราชการที่มียศและตำแหน่งงานสูง เงินเดือนก็มาก ครั้นเมื่อเกษียณอายุราชการเป็นข้าราชการบำนาญ ก็ได้รับเงินเดือน เดือนละหลายหมื่นบาท เรียกว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบายในบั้นปลายชีวิต

Advertisement

การมีชีวิตที่คงเส้นคงวา รับใช้ชาติบ้านเมืองด้วยความเสียสละและทุ่มเท มีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์และยุติธรรม เมื่อถึงวาระการพ้นจากตำแหน่ง หน้าที่ การงาน เพราะครบการเกษียณอายุราชการ จะเป็นความภาคภูมิเป็นที่สุด

2.ปัจจัยที่หนุนส่งให้ชีวิตมีความปกติสุข : ในทางพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า “การไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลกมนุษย์” ซึ่งหมายความว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยจิตสำนึกที่ละอายชั่วและกลัวบาป เป็นชีวิตที่ประเสริฐ เพราะเป็นชีวิตที่ไม่ทำลายตนเองและผู้อื่น การเบียดเบียนตนเองด้วยวิธีอัตวินิบาตกรรม หรือการฆ่าตัวตาย (Suicide) มีแนวโน้มสูงขึ้นโดยลำดับ ซึ่งวันที่ 10 กันยายนของทุกปี องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) เพราะทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละประมาณ 800,000 ราย เฉลี่ย 40 วินาทีจะมีการฆ่าตัวตาย 1 คน ซึ่งมากกว่าการตายจากเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้น โดยร้อยละ 80 อยู่ในกลุ่มประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา

สำหรับประเทศไทย น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า มีการพยายามฆ่าตัวตายหรือเบียดเบียนตนเองประมาณปีละ 53,000 คน ซึ่งเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน กระจายในทุกกลุ่มอายุและเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งบ่งชี้ว่าเพศหญิงมีความเครียดและกดดันทางจิตใจน้อยกว่าเพศชาย

ในทางพระพุทธศาสนาได้มีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องชีวิตไว้ว่า “ชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา” จึงต้องดูแลรักษาให้ดีและไม่ประมาท คือไม่ประมาทในวัยคืออายุ เพราะมีอายุมากหรือน้อยก็ตายได้ทั้งนั้น และไม่ประมาทในความไม่มีโรค เพราะแม้ไม่มีภัยไข้เจ็บเบียดเบียนก็ตายได้โดยเฉพาะโรคเลื่อนบ่อยๆ อาจตายทางการเมืองได้ เช่นกัน จึงต้องไม่ประมาทคู่ต่อสู้หรือดูแคลนนักการเมืองมากจนเกินไป เมื่อลงจากอำนาจแล้วชีวิตจะได้มีความปกติสุข และมีอายุยืนแบบ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี

หรืออย่างน้อยก็ไม่น้อยหน้าลุงจิ๋ว หวานเจี๊ยบที่อายุเป็นเพียงตัวเลข 86 ปีแล้ว ยังเตะกระสอบทรายได้หน้าตาเฉย !!

3.หลักพุทธธรรมสำหรับเป็นภูมิคุ้มกันชีวิต : การเกษียณอายุอย่างสร้างสรรค์ต้องมีหลักประกันสำหรับชีวิตที่ดีหากใช้ชีวิตในวัยเกษียณไม่ถูกต้องและเหมาะสมแทนที่จะได้รับความสุขในบั้นปลายชีวิตแต่กลับได้รับความทุกข์ความซึมเศร้าแทน เรียกว่า “เหงาทั้งกายและใจ”
โดยทั่วไป ชีวิตภายหลังการเกษียณอายุนั้น เป็นชีวิตที่ค่อนข้างเครียดและเหงา จึงต้องคลี่คลายความเครียดและความเหงานั้น ด้วยวิธีการ ดังนี้

3.1 หางานอดิเรกทำเพื่อฆ่าเวลา : เช่น เป็นที่ปรึกษาบริษัทและห้างร้าน ในกรณีที่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มียศมีตำแหน่งสูง

3.2 เป็นอาจารย์บรรยายพิเศษ : เช่น สอนนิสิต-นักศึกษาในสถาบันการศึกษา ในกรณีที่เคยเป็นครู-อาจารย์ มาก่อน หรือมีตำแหน่งทางวิชาการในระดับ รศ. หรือ ศ.

3.3 ทำผักสวนครัว หรือการเกษตร : เช่น ปลูกผัก เลี้ยงปลา ในกรณีที่พอมีพื้นที่เอื้ออำนวยในบริเวณบ้านหรือสวน

3.4 พบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน : เช่น นัดกันรับประทานอาหาร, ตีกอล์ฟ เล่นกีฬา และนันทนาการอื่นๆ ในกรณีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและมีรายได้จากการเกษียณแบบก้อนโต

3.5 เข้าวัดปฏิบัติธรรม : การเข้าวัดปฏิบัติธรรม จัดเป็นอาหารใจสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา ฟังธรรมกถา เพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญา

ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ คือ ความจำเสื่อม 4 ประการ คือ 1) ฉันทะ (รักงาน) 2) วิริยะ (สู้งาน) 3) จิตตะ (ใส่ใจงาน) และ 4) วิมังสา (ทำงานด้วยปัญญา) หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ มีความปรารถนาดีต่อกัน มีความมุ่งมั่นอย่างสม่ำเสมอ มีสติสัมปชัญญะ ไม่เผอเรอ และคิด พูด ทำเสมอด้วยปัญญา คุณธรรมทั้ง 4 ประการ เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ

นอกจากหลักพุทธธรรมทั้ง 4 ข้อ ดังกล่าวแล้ว ผู้สูงอายุคือปูชนียบุคคลของลูกหลานและญาติมิตร จึงควรเสริมสร้างเสน่ห์แห่งความเป็นพรหม ด้วยหลักธรรม 4 ประการ คือ

1.เมตตา (Loving-Kindness) หมายถึงมีจิตใจไมตรีที่งดงาม ไม่เครียด ไม่เก็บกด และไม่อาฆาตพยาบาท

2.กรุณา (Compassion) หมายถึงการขวนขวายช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และกระตือรือร้นที่จะปลดเปลื้อง หรือคลี่คลายปัญหาด้วยความจริงใจ

3.มุทิตา (Sympathetic) หมายถึงการไม่อิจฉาหรือริษยาในความสำเร็จของบุคคลอื่นมีจิตใจที่แช่มชื่นและเบิกบานเป็นนิจ

4.อุเบกขา (Equanimity) หมายถึงการมีจิตใจที่ยุติธรรม ไม่สองมาตรฐานในการปฏิบัติตนต่อผู้อื่นดำรงตนด้วยหลักการแห่งปัญญา

อย่างไรก็ดี ผู้เกษียณอายุทุกคนถือว่าเป็นผู้สูงอายุในตอนต้น (60-69 ปี) การดูแลในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพกายมีผลเชื่อมโยงกับสุขภาพใจ กล่าวคือร่างกายต้องแข็งแรง (Strong) ทนทาน (Persevere) และยืดหยุ่น (Flexible) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสุขภาพใจ คือ มีความอดทนและอดกลั้นต่อสิ่งเร้าทั้งหลาย เช่น บุหรี่ สุรา และยาเสพติดทุกชนิด และมีความเอื้อเฟื้อเจือจาน และแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เก็บตัวมากจนเกินไป เรียกว่ามี ทมะ มีขันติ และจาคะ เป็นอาวุธประจำชีวิต นั่นเอง

สรุป : การเกษียณอายุที่สร้างสรรค์ เป็นการเกษียณตามอายุขัยของราชการ เมื่อทำงานรับใช้ประเทศชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้ว ก็ครบวาระแห่งการเกษียณอายุ เพราะมีอายุเข้าสู่วัยชรา ไม่ควรเกิดความเครียด หรือความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น หากเป็นเช่นนี้การเกษียณอายุก็จะมีคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างแท้จริง

และที่สำคัญต้องหมั่นบริหารร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ เพื่อให้ชีวิตมีความยืนยาวทันเห็นผลงานยุทธศาสตร์ 20 ปี ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะมีผลลัพธ์ต่อสังคมประชาธิปไตยแบบไทยเช่นไร

รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง