จําได้ว่า ผู้เขียนเคยเขียนเตือนสติผู้ใกล้เกษียณอายุชีวิตราชการ ในเรื่อง “อำนาจ ลาภยศ ดั่งลม…พัดมาแล้วก็พัดไป” ซึ่งลงตีพิมพ์ใน “มติชน” ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2560 มีนัยว่า…อย่าไปคิดมากให้หนักหัวกบาลเลยนะ…เพราะสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมนั่นเอง
ครั้นมา คืนวันก่อน (28 กันยายน 2561) สะดุ้งตื่นจากภวังค์ พลันก็หวนคิดถึงกาลเวลาซึ่งผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช่สิ! วันนี้แล้วหนอ ที่ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใหญ่โต มีอำนาจวาสนา มีบทบาทบังคับบัญชาการลูกน้องมากมาย มีอันต้อง “ถอดหัวโขน” ออกจากหัว ตามกฎแห่งความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ดังภาษิตที่ว่า…
“เขาเอาหัวโขนโยนให้ขึ้นใส่หัว
ทำสำรวมท่าทีดูน่าขัน
ทั้งยักษ์ลิงสิงร่างต่างๆ กัน
สารพันมีฤทธิ์ผิดจากคน”
“เขาวางบทบาทไว้ให้ลงเล่น
กลับรำเต้นย่องขยับดูสับสน
พอหมดเรื่องหมดบทปลดหัวลง
แท้ก็ตน คนอย่างเราเท่านี้เอง”
หัวโขนมีไว้เพื่อบอกตำแหน่งหน้าที่ และภารกิจทางราชการหรือองค์กรเอกชน เฉพาะในระบบราชการ จะเห็นได้ชัดเจนมาก ที่จำแนกคนออกจากกัน บางคนมีอำนาจบารมี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในองค์กรนั้นๆ แต่จะเจ็บปวดเมื่อลูกน้องกลับกลายมาเป็นนาย ความรักกลายเป็นความขยะแขยงเกลียดชัง เมื่อคนเคยเป็นลูกน้อง มองเห็นความสำคัญของหัวโขนที่เขาให้สวมใส่ชั่วคราว โดยมองข้ามมิตรภาพและความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันมาก่อน
อยากเตือนสติผู้ถูกถอดหัวโขน หรือเกษียณอายุทางราชการทั้งหลาย จงอย่าเข้าในวงที่พวกเขากำลังเล่นโขนกัน!
เพราะ…เมื่ออำนาจบารมีมันหายไป ความรักความผูกพัน มันจะถดถอย ความเจ็บปวดจะเข้ามาแทนที่ ความภาคภูมิใจที่เราเคยมีอยู่และเคยเอื้ออาทรต่อกันจบลงทันที
ฉะนั้น เมื่อถอดหัวโขนแล้ว ก็อย่าได้เข้าใกล้โรงโขนที่เขาเคยให้รำเต้นย่องขยับ จะเป็นการดี…(ฮา)
ทว่าควรหาทางไปสร้างความรักความผูกพันกับคนที่มีความรักความจริงใจกับเรา
อย่าไปยึดติดกับหัวโขนที่ถูกสมมุติขึ้น
ผู้เขียนเคยได้รับความเจ็บปวดมาแล้วด้วยตนเอง กล่าวคือ หลังจากผู้เขียนเรียนจบวารสารศาสตร์, นิติศาสตร์บัณฑิต, เนติบัณฑิตไทย และผิดหวังจากการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้ว ก็หันเข็มไปสู่วงการธุรกิจการเงิน กระทั่งได้เป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนฯ และกรรมการผู้อำนวยการสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง หลังจากเกษียณอายุแล้วไปแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนบริษัทเก่าที่เราเคยสวมหัวโขนในบางโอกาส ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากลูกน้องที่เราเคยสนับสนุนอย่างเมินเฉยเย็นชา ต่างจากที่กำลังดำรงอยู่ตำแหน่งบริหารราวฟ้ากับดิน…ทำให้นึกขึ้นได้โดยพลันว่า “แท้ก็ตน คนอย่างเราเท่านี้เอง”!!
ดังนั้นจึงต้องยึดการปฏิบัติธรรมคือ การเข้าถึงจิตที่แท้ของตัวเอง เพื่อที่จะได้รู้จักคุณค่าของจิต หรือ รู้จัก “มโนธาตุ” (ธาตุรู้) ทำให้เกิดสติปัญญา รู้เห็นความเป็นจริง รู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชน และทำจิตให้สงบ แล้วจึงรู้ซึ้งว่านี้คือ สัจธรรมในสังคมมนุษย์นั่นเอง!
วันก่อนได้พบปะสนทนากับมิตรเก่าสมัยเรียนธรรมศาสตร์ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์
ผู้ซึ่งเคยเป็นถึงเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และรองผู้ว่าฯกทม.มาแล้วสองสมัย ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยตนเป็นใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ มีบรรดา ส.ส.มาห้อมล้อมเอาใจ ครั้นลงจากตำแหน่งเท่านั้น มันทำเป็นไม่รู้จัก แม้กระทั่งบุญคุณที่มีต่อกันก็ถูกลบหายจบสิ้นทันที นี่คือโลกมนุษย์ อย่าไปคิดอะไรมากเลย
เมื่อถามถึงบทบาทของข้าราชการที่เคยทำอะไรเอาไว้กับบ้านนี้เมืองนี้ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วจะมีผลลัพธ์อย่างไรในปั้นปลายของชีวิต เพื่อเป็นวิทยาทาน เป็นบทเรียนสำหรับชนรุ่นหลัง? และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ที่หลงอยู่ในอำนาจวาสนา จะได้ระมัดระวังตัวปฏิบัติตนให้อยู่ในธรรม โดยเฉพาะกระทำการในสิ่งที่ดีสิ่งที่ชอบ ปรากฏการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันมีอะไรน่าเป็นห่วงและพึงแนะนำบ้าง?
ดร.สมัคร ผู้ “คร่ำหวอด” ทางการเมืองและผ่านประสบการณ์มาโชกโชน อมยิ้มแล้วหยิบยกคำกลอนโบราณตอนหนึ่งขึ้นมาเปรยว่า…
“มีเรือดีไม่เอามาขี่ข้าม ไปเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่
ไม่เอาคนรู้งานชำนาญดี ไปเอาคนผีๆ มาทำงาน”
สำหรับข้อถามในเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว ดร.สมัครก็ได้ยกภาษิตโบราณมาให้บทหนึ่งความว่า….
“กรรมใดใครก่อไว้ กรรมนั้นไซร้ใช้ก่อคืน
จำใจจำกล้ำกลืน ฝืนรับกรรมก่อทำมา
กฎกรรมคือกฎเกณฑ์ เวรก่อทำกรรมย้อนหา
กรรมใดใครก่อมา กรรมรักษากฎเวรกรรม
กงกรรมคือกงเกวียน เวียนย้อนกลับทับผู้ทำ
ใครใดใคร่ทำกรรม ควรคิดย้ำทำกรรมดี
กฎเกณฑ์ที่ควรจำ คือกฎกรรมนำชีวี
ทำดีต้องได้ดี มีประจำกฎกรรมเวร”
เหตุนี้บนเส้นทางแห่งชีวิตในบท “หัวโขน” นั้น บางคนเคยเสียน้ำตา บางคนเคยผิดหวัง
บางครั้งก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด และบางครั้งก็หฤหรรษ์เสียจนลืมสิ้นทุกอย่าง โดยลืมคิดว่า เป้าหมายชีวิตที่ “แท้จริง” นั้น อยู่ ณ หนใด
ดังนั้นบนเส้นทางชีวิตหลังถอด “หัวโขน” ซึ่งมีแต่ความสงบ ร่มเย็น มีความรัก ความผูกพัน และมิตรภาพอันบริสุทธิ์ระหว่างเพื่อนฝูง เตรียมพร้อมที่จะก้าวย่างต่อไปบนเส้นทางที่มั่นคงไร้การชิงดีชิงเด่นในบั้นปลายของชีวิต ด้วยความสุขอันเป็นนิรันดร์…ว่าไหม?!
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

