หน้าแรก บทความ ชัยชนะของนายก...

ชัยชนะของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เป็นประโยชน์ต่อการปรับความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

6.10.18 | 14:45 น.

นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ได้ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) อีกวาระหนึ่ง น่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

เป็นผลให้การเมืองญี่ปุ่นมีความมั่นคง และดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สถานการณ์ภายในของญี่ปุ่นถือว่ามีเสถียรภาพมีแต่ปัญหาจากภายนอก เช่น อาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ แต่บัดนี้ได้เริ่มคลาย คงเหลือแต่ปัญหาสงครามการค้า

ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงและสาหัส

แต่วิกฤตได้กลายเป็นโอกาสโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะพัฒนาในมุมกว้างให้ดียิ่งขึ้น

Advertisement

ตั้งแต่กาลอดีตถึงปัจจุบัน กรณีที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบนายกรัฐมนตรีรวม 94 สมัยได้ใช้นายกรัฐมนตรีถึง 64 คน เฉลี่ยอยู่ในตำแหน่งคนละไม่เกิน 780 วัน

การที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งสั้นยาวจะมีผลกระทบต่อนโยบายมากน้อยเพียงใด ยากที่จะประมาณการได้ แต่ว่าการอยู่ในตำแหน่งระยะสั้นและมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยนั้น

เป็นการสะท้อนให้เห็นความไม่มั่นคงในประเทศ และมีผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ

ต้องยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเลวลงเป็นลำดับ ทั้งนี้ ก็เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นไปซื้อ “เกาะตกปลา” (Fishing island) เมื่อปี 2012 มาทำการควบคุมดูแลเอง กอปรกับก่อนหน้านั้น 5 ปี ญี่ปุ่นเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ซึ่งมิได้คำนึงถึงนโยบายต่างประเทศระยะยาว ย่อมกระทบถึงความสัมพันธ์กับต่างประเทศแน่นอน

แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ “ชินโสะ อาเบะ” ขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่การปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศก็มีความขัดแย้งในเชิงนโยบาย

บัดนี้ เขาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีกวาระหนึ่ง และได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ยงคงกระพัน

ถ้า “ชินโสะ อาเบะ” สามารถบริหารประเทศไปจนถึงปลายปี 2019 ก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ “อยู่ยาว” ที่สุดในประวัติศาตร์ญี่ปุ่น

การ “อยู่ยาว” ของ “อาเบะ” มิใช่มาจาก “ปลายกระบอกปืน” และก็มิใช่มาจาก “รัฐธรรมนูญทำเอง” หากมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย จึงมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และดูมีราคา

การที่ “อาเบะ” อยู่ยาว จะทำให้ประเทศมั่นคงมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศ ปรับความสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีนในประเด็นที่เกิดกรณีพิพาท

การถูกคุกคามจากโลกภายโลกของญี่ปุ่น แม้ว่ามีนักการเมืองจำนวนมากเห็นว่าเกิดจากการแจ้งเกิดของประเทศจีนนั้น คงมีส่วนบ้าง แต่มิใช่ทั้งหมด

การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือการคุกคามโดยตรง

ไม่ว่าเกาหลีเหนือจะตั้งสมมุติฐานว่า ญี่ปุ่นเป็น “ศัตรูจินตนาการ” หรือไม่ แต่หลายครั้งที่เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธ ปรากฏกระสุนไปตกที่ทะเลรอบบริเวณของอาณาเขตญี่ปุ่น

เป็นเหตุให้กระทบกระเทือนถึงจิตใจของประชาชนญี่ปุ่น

การที่สหรัฐได้สร้างฐานควบคุมระบบการยิงขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือนั้น เป็นการคุกคามญี่ปุ่นโดยแท้ การซ้อมรบร่วมสหรัฐ-เกาหลีใต้ก็เป็นสาเหตุที่กระเทือนจิตใจของคนญี่ปุ่นเช่นกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่คลางแคลงใจของสังคมโลก เพราะนโยบายหลักของญี่ปุ่นก็คือ อาศัยความคุ้มครองจากสหรัฐมาโดยตลอด แต่วันนี้กลับถูกสหรัฐคุกคาม

ยังถือว่าโชคดีที่ “ปฏิญญาเปียงยาง” แจ้งเกิดสรุปว่า “บัดนี้ คาบสมุทรเกาหลีเหนือ-ใต้ได้เข้าสู่สมัยยุติสงคราม และเกาหลีเหนือตกลงยินยอมยุติแผนการทดลองอาวุธนิวเคลียร์”

ฉะนั้น สันติภาพแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเริ่มเห็นแสงรำไรแล้ว

ในเวลาเดียวกันที่สหรัฐเปิดสงครามการค้า แม้ญี่ปุ่นเป็น “กัลยาณมิตร” ในฐานะ “พันธมิตร”

ก็ยังไม่แคล้วพิษของสงครามการค้า

ก็เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐใหญ่ที่สุด ฉะนั้น การที่สหรัฐเพิ่มเก็บภาษีศุลกากรนั้น ญี่ปุ่นได้รับความกระทบอย่างสาหัส

รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ แต่หลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ก็ได้มีการถอนตัวออกจาก “หุ้นส่วนมหาสมุทรแปซิฟิก” ญี่ปุ่นรณรงค์บรรดาประเทศสมาชิก เปิดการเจรจาการรวมตัวกันใหม่ได้สำเร็จ และยังสงวน “ที่นั่ง” ให้แก่สหรัฐ แต่ “ทรัมป์” ไม่สนใจ

ฉะนั้น การที่นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นแต่กาลอดีตเป้าหมายคือ มหาสมุทรแปซิฟิก คงไม่เข้ากับมิติใหม่แล้ว ถ้าหันกลับทวีปเอเซียน่าจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันมากกว่า

ความสัมพันธ์ทางการค้าจีน-ญี่ปุ่นน่าจะเป็นตัวยุติปัญหาความขัดแย้งนานาประการ

ระยะเวลานานมาแล้ว ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน ต่อมาถูกแซงหน้าโดยสหรัฐ สหภาพยุโรป สหภาพตะวันออก และฮ่องกง

บัดนี้ จีนตกมาเป็นอันดับที่ 5 ตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกตั้งแต่ปี 2013-2016 ทรุดหนัก เริ่มฟื้นตัวปี 2017 แต่ก็ยังไม่ได้ระดับเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

“ชินโสะ อาเบะ” เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถสูงในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลา 20 ปีเศษ “อาเบะ” ใช้เวลา 5 ปีเศษพลิกฟื้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นขึ้นมาได้ เป็นความเรืองรองแห่งปัญญา สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ถ้าญี่ปุ่นจะให้เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้องไม่ละเลยตลาดการค้าของจีน

ตั้งแต่จีนปฏิรูปเปิดประเทศได้ “ดีล” เรื่องการค้ากับญี่ปุ่นด้วยดีมาตลอด ดีแบบ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” ต่างได้รับผลประโยชน์เป็นที่น่าพอใจ

ในอดีตญี่ปุ่นไปลงทุนที่จีนฝ่ายเดียว แต่เดี๋ยวนี้จีนก็ได้เริ่มไปลงทุนที่ญี่ปุ่นมากขึ้นตามลำดับ

แม้วงเงินการลงทุนยังไม่มาก แต่มีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางสงครามการค้ากำลังระอุ เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นมองเห็นอนาคตของตลาดจีนแล้ว

ต้องยอมรับว่า ในธุรกิจเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเหนือชั้นกว่าจีนหลายขุม แต่เนื่องจากในอดีตมีความขัดแย้งกันในประเด็นต่างๆ เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นไม่ยอมร่วมมือด้วย ส่วนเทคนิคทางด้านการเกษตรก็ยังมีมาตรฐานสูงกว่าจีนมาก นอกจากส่งออกสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการส่งออกซึ่งเทคนิคทางการเกษตรอีกด้วย จีนมีแต่ได้กับได้

เสมอกับ “กระสุนหนึ่งนัด ได้นกสองตัว”

ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นได้ถูก “แช่แข็ง” อยู่ระยะหนึ่ง ด้วยประเด็นความขัดแย้งต่างกัน

ที่เด่นชัดคือ กรณีพิพาท “เกาะตกปลา” เป็นปัญหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นต่างอ้างเอาสิทธิเหนือเกาะ เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนานถึง 30 กว่าปี

เหตุเกิดเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้ความขัดแย้งเรื่อง “สิทธิ” เหนือเกาะยังไม่สิ้นสุด รัฐบาลสหรัฐก็ประกาศให้ญี่ปุ่นครอบครองและดูแล “เกาะตกปลา” ตั้งแต่บัดนั้น

ในเมื่อยังไม่มีเหตุผลทางภูมิศาสตร์ยืนยัน หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์สนับสนุน เพื่อทำให้เชื่อได้ว่าเป็นดินแดนของประเทศใด สหรัฐก็ประกาศให้ญี่ปุ่นครอบครอง

จึงเป็นการกระทำละเมิด

วันนี้ ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่สภาพปกติ เดือนพฤษภาคม นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้เยือนญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานทั้งราษฎร์ทั้งหลวงรวม 20 กว่ารายการ อีกทั้งได้เยี่ยมชมกิจกรรมเทคโนโลยีและเกษตรกรรม ไฮไลต์คือการพบปะสองนายกรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ “หลี่ เค่อเฉียง” กำลังก้าวขึ้นเครื่องบิน “ชินโสะ อาเบะ” ให้เกียรติส่งถึงบันไดเครื่องบิน ประพฤติธรรมอันโอบอ้อมอารี เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกในเชิงปรัชญาถึงความจริงใจในประการปรับความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น น่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อการประชุมเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่รัสเซียกลางเดือนกันยายน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เชิญ “ชินโสะ อาเบะ” เยือนประเทศจีนและตอบรับแล้วเป็นเดือนตุลาคม

เมื่อ “อาเบะ” ขึ้นดำรงตำแหน่งครั้งแรก เคยไปเยือนจีนครั้งหนึ่ง แต่ไป-กลับในวันเดียวกัน

ดูเหมือนไปอย่างเสียไม่ได้

ส่วนการเยือนจีนในเดือนตุลาคม กำหนดการคือ 3 วัน 2 คืน และเป็นการเลือกวาระที่ “สนธิสัญญามิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น” ครบรอบ 40 ปี เป็น “ทริป” ที่ทรงความหมายยิ่ง

มีข่าวว่า การเยือนจีนของ “อาเบะ” ครั้งนี้ จะมีการลงนามในสัญญาปริวรรตเงินตราด้วย วงเงินเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าทางการค้าของสองประเทศ

ต่อแต่นี้ไป จีน-ญี่ปุ่นจะได้ทำการซื้อขายสินค้าด้วยเงินตราของประเทศตน

เป็นเรื่องใหญ่ เพราะละทิ้งเงินเหรียญสหรัฐโดยสิ้นเชิง

ความจริงสัญญาดังกล่าวได้มีการลงนามแล้วเมื่อปี 2002 แต่มิได้ดำเนินการ

เพราะสหรัฐ “เตะขัดขา”

บัดนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เกรงสหรัฐแล้ว จึงกล้าทำในเรื่องที่สหรัฐไม่ประสงค์ให้ทำ

ฉะนั้น การกลับสู่สภาพเดิมแห่งความร่วมมือจีน-ญี่ปุ่น คงไม่นานเกินรอ

เหมันตฤดูมาถึงแล้ว วสันตฤดูคงไม่อยู่ไกลนัก

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช