วีรพร นิติประภา สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเขียนหญิงไทยคนแรกที่คว้า “ดับเบิลซีไรต์”
โดยได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือ “ซีไรต์” ถึงสองหน จากประเภท “นวนิยาย” ทั้งคู่นิยายเรื่องแรกในชีวิตชื่อ “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ส่งผลให้วีรพรได้รับรางวัลซีไรต์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2558
อีกสามปีต่อมา “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นิยายเรื่องที่สองของเธอ ก็คว้าซีไรต์ได้อีกครั้ง
ในฐานะผู้อ่าน การใช้ภาษาสวยๆ และการทดลองเล่นกับภาษาอย่างแพรวพราว ยังคงเป็นลักษณะเด่นประการแรกสุด ที่แทบทุกคนน่าจะจับต้องได้จากผลงานทุกเรื่องของวีรพร
อย่างไรก็ตาม “พุทธศักราชอัสดงฯ” มีจุดเด่นอีกสองข้อที่มิอาจไม่กล่าวถึง
ข้อแรก วีรพรได้ประกอบสร้างชีวประวัติของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนครอบครัวหนึ่งขึ้นมา ผ่านโครงเรื่องที่ไม่ได้ดำเนินตามแนวทางว่าด้วยชีวิตอัน “รุ่งเรือง-ร่วงโรย” ของ “เจ้าสัวเมืองกรุง”
ดังที่เรามักคุ้นชินกันจาก “ลอดลายมังกร” จนถึงหนังละครยุคหลัง อาทิ “เลือดข้นคนจาง”
ข้อสอง รายละเอียดของเรื่องราวใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้นมีฉากหลังว่าด้วยบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระดับมหภาค จากยุค 2475 ถึงสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น แทรกเสริมเข้ามาเป็นระยะๆ
คนอ่านนิยายที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์การเมืองย่อมรู้สึกว่านี่คือเรื่องเล่าอันเข้มข้น
ทว่าสำหรับใครที่ไม่อินเรื่องการเมือง อาจรู้สึกได้ว่า “ความเป็นนิยาย” ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้นถูกเบียดขับโดย “ความเป็นการเมือง” อยู่มิใช่น้อย
แต่ท้ายสุด ต้องยอมรับว่าวีรพรสามารถถ่ายทอด “นิยายการเมือง” ชิ้นนี้ ออกมาได้สนุกสนาน เพลิดเพลิน เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน
จน “อ่านรวดเดียวจบ” ได้แบบสบายๆ
และนี่อาจเป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้วีรพรมี “ภาษีดีกว่า” เพื่อนนักเขียนหญิงรายอื่นๆ ซึ่งพาเหรดกันเข้าชิงรางวัลซีไรต์ประจำปีนี้
เพราะในขณะที่หลายคนใช้งานเขียนเป็นเครื่องมือในการสำรวจตรวจสอบชีวิตส่วนตัว ก่อนจะคลี่เผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
แก่นแกนของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” กลับใหญ่โตกว่านั้น เนื่องจากวีรพรเลือกจะบอกเล่าชะตากรรมของสามัญชนที่ดำเนินคู่ขนานสอดคล้องไปกับชะตากรรมของประเทศชาติ
เข้าลักษณะใน “ชีวิตคน” มี “ชีวิตประเทศ” ใน “ชีวิตประเทศ” มี “ชีวิตคน” แฝงฝังอยู่
ซึ่งแนวทางเช่นนี้มีโอกาส “จับใจ” คนอ่านหมู่มากได้สูงกว่า
อย่างไรก็ดี ยังมี “อารมณ์ความรู้สึกร่วม” ประการหนึ่งที่ปรากฏอยู่ทั้งในงานของวีรพรและนักเขียนไทยร่วมสมัยอีกเป็นจำนวนมาก
นั่นคือชะตากรรมของเหล่าตัวละครที่ล้วนดิ่งจมลงสู่โศกนาฏกรรมบางอย่าง
ชะตากรรมของเรื่องแต่งกลายเป็นภาพสะท้อน “ความมืดหม่น-แล้งไร้ความหวัง” ที่ปรากฏในชีวิตผู้คน ชีวิตทางสังคม และเรื่องจริงของประเทศ
นี่อาจเป็น “สารสำคัญ” ที่นักเขียน “ดับเบิลซีไรต์” รายล่าสุดและคนวรรณกรรมจำนวนไม่น้อยในยุคสมัยเดียวกัน กำลังพยายามป่าวประกาศให้พวกเรารับทราบ
ปราปต์ บุนปาน

