มีคำพูดว่า สังคมไทย “ยิ่งพัฒนา ยิ่งมีปัญหา และยิ่งมีช่องว่างและมีความเหลื่อมล้ำ” ทั้งนี้ เพราะงบประมาณการพัฒนาที่ทุ่มลงไปสู่ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาของชุมชน ท้องถิ่น ที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ และยังทำให้มีปัญหาชุมชน สังคมตามมามากมาย เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น ซึ่งในที่สุดปัญหาที่เป็นรากอย่างความยากจน ความขาดแคลน และช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็ยังดำรงอยู่ต่อไป ประชาชนและชุมชนไม่สามารถจัดการตนเองและดำรงความเป็นชุมชนเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง
ในที่สุดชุมชนก็พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องรอรับ รอขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอดเวลา
ส่วนงบประมาณของรัฐที่ทุ่มลงไปจากรัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งโครงการของรัฐในรูปแบบประชารัฐ ประชานิยมทั้งหลาย ปีละหลายหมื่นล้านหลายแสนล้านที่ลงสู่ชุมชน ตำบล หมู่บ้านอย่างมากมายนั้นก็เยียวยาได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
และเมื่อพิจารณาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็พบว่า กลไกการบริหารจัดการในระดับชุมชน ตำบล หมู่บ้าน มีปัญหาและมีความบกพร่อง โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณให้ตรงจุด ตอบโจทย์ปัญหา
ทั้งนี้ เพราะงบประมาณที่ลงไป “แตกกระเจิง แยกส่วน และซ้ำซ้อน” ออกไปหลายๆ หน่วยมากจนเกินไป ทั้งของรัฐ ของกระทรวง กรม อำเภอ จังหวัด และท้องที่
รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่างคนต่างทำ “ขาดเอกภาพภายในการบริหารจัดการปัญหาชุมชน”
ยิ่งจะมีการจัดตั้ง “สภาพัฒนาตำบล” ก็ยิ่งจะทำให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนที่มากขึ้นไปอีกกับโครงสร้างองค์กรทำการพัฒนาในระดับตำบล หมู่บ้าน ซึ่งมีหน่วยงานที่ทำการพัฒนาในระดับตำบล หมู่บ้านอยู่มาก อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้าน ตาม พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 และมีการแก้ไขมาเป็นระยะๆ และมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ซึ่งได้มีการจัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชนตำบล” ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาตำบลเช่นกัน
ที่สำคัญมีสภาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สภา อบต. สภาเทศบาลตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท เช่น อบต.และเทศบาล เป็นต้น
ส่วนประกาศหรือระเบียบที่มีการกำหนดแนวทางให้ชุมชนระดับตำบลหมู่บ้านปฏิบัติก็มีหลายประการ เช่น ประกาศระเบียบว่าด้วยจัดทำแผนแม่บทชุมชน (แผนชุมชน) การจัดทำ “ประชาคม” ที่ระบุให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตำบล และชุมชน
จึงกล่าวได้ว่า ในระดับตำบล หมู่บ้าน เรามีหน่วยงานพัฒนาชุมชนระดับนี้อยู่มากมาย ที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาในระดับตำบล โดยเฉพาะ “การส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง” ซึ่งก็พูดมานานและทำมานาน แต่ก็ไม่เห็นจะไปถึงเป้าหมาย
ทั้งนี้ เพราะเราเต็มไปด้วยกลไกการทำงานในระดับตำบลที่ซ้ำซ้อน แตกกระจาย ขาดเอกภาพ เพราะ “ต่างคนต่างทำ”
เฉกเช่นเดียวกัน การดำริการจัดตั้ง “สภาพัฒนาตำบล” โดยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างชุมชนเข้มแข็ง แม้ฟังแล้วเหมือนจะดูดีว่าจะเป็นกลไกปรึกษาหารือและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ทำหน้าที่ช่วยให้ความคิดเห็นต่อโครงการและกิจกรรมของหน่วยงานรัฐ หรือ อปท.หรือจะบอกว่าเป็นเวทีของชุมชนก็ตาม
แต่หารู้ไม่ว่า เวทีชุมชนในตำบลหมู่บ้านมีหลายเวทีมากจนชาวบ้านจำแทบไม่ได้ว่าเป็นของหน่วยงานไหนบ้าง ทั้งเวทีประชาคม เวทีสภาองค์กรชุมชน เวทีของกรรมการหมู่บ้าน เวทีของกลุ่มต่างๆ ที่ส่วนราชการจัดตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของกรมการพัฒนาชุมชน เป็นกลุ่มของกระทรวงมหาดไทย เป็นกลุ่มของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็นกลุ่มของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก็มีกลุ่มหลากหลายกลุ่มและมีเสื้อใส่ให้กับชาวบ้านในแต่ละกลุ่มของแต่ละกระทรวง จนกระทั่งชาวบ้านเกือบจะมีอาชีพประชุมไปแล้ว
ผมจึงไม่แน่ใจนักว่า เจ้าของความคิด (Idea) จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้าง ระบบการบริหารจัดการของชุมชน ตำบล หมู่บ้านมากน้อยเพียงใด ซึ่งบางครั้งก็มักใช้ผู้นำชุมชน ผู้นำชาวบ้าน ที่ซ้ำๆ หน้ากันเข้ามาช่วยทำงานในระดับนี้ และจะมีความเข้าใจหรือไม่ว่ากลไกในระดับตำบล หมู่บ้านในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น มีความซ้ำซ้อนในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การพัฒนาชุมชน ตำบล หมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่ก็อ้างเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อ้างเรื่องเวทีชุมชน ซึ่งข้อเท็จจริงจะรู้กันหรือไม่ว่ามีเวทีชาวบ้าน เวทีประชาคม เพื่อให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการให้ประชาชนมาร่วมให้ข้อมูลทำโครงการ/กิจกรรมในรูปแบบของ “ร่วมประชุมประชาคม และร่วมจัดทำแผนแม่บทชุมชน”
และจากการทำแผนแม่บทชุมชนดังกล่าวนี้ ได้ส่งไม้ต่อโดยการนำแผนดังกล่าวเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นของทั้ง อบต.และเทศบาล
นอกจากนั้นก็ยังมีกลไกอื่นๆ ในระดับตำบลที่ไม่อยู่ในระบบ “แผนแม่บทชุมชน” และ “แผนพัฒนาท้องถิ่น” ซึ่งมักจะสร้างกลไกขึ้นมาตามรายโครงการทั้งของกระทรวง กรมต่างๆ และตามรายโครงการนโยบายรัฐ เช่น โครงการประชารัฐ หรือโครงการในลักษณะคล้ายคลึง เช่น ไทยเข้มแข็ง ไทยนิยมเข้มแข็ง ซึ่งโครงการเหล่านี้มีงบประมาณเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้านบาท แต่ผลสุดท้ายเงินจำนวนมากมายเหล่านี้ก็ไม่เห็นจะตอบโจทย์ “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่ทำให้ชาวบ้านมีหรือเกิดศักยภาพเพิ่มมากขึ้น และมีการบริหารจัดการที่ทำให้เกิดการพึ่งตนเองได้ (โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาประชาชนยากจนที่อยู่ในภาวะยากลำบากให้ลดน้อยลง)
ยิ่งเห็นการจัดตั้ง “สภาพัฒนาตำบล” ที่เริ่มต้นด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณลงไปอีกตำบลละ 500,000 บาท โดยเรียกว่า “กองทุนพัฒนาเชิงพื้นที่” และทุ่มลงไปในขณะที่มีการกล่าวขานกันว่ารัฐมนตรีท่านนั้นไปเป็นผู้บริหารของพรรคการเมือง “พลังประชารัฐ” ซึ่งมีการประกาศหนุนรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้มีความรู้สึกได้ว่า “สภาพัฒนาตำบล” จะเป็นกลไกเครื่องมือในการหาเสียงให้กับพรรคพลังประชารัฐด้วยหรือไม่
ผมเข้าใจว่าการจัดระบบกลไกโครงสร้างการพัฒนาในระดับตำบลแทนที่จะไปจัดตั้ง “สภาพัฒนาตำบล” ก็ควรหาวิธีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารในระดับตำบล หมู่บ้านว่าจะจัดทำอย่างไรที่จะให้มีการบูรณาการกันอย่างมีเอกภาพในการพัฒนาระดับตำบล หมู่บ้าน ที่ไม่ควรจะมีซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน หรือหลายองค์กร เพื่อจะทำให้ลดจำนวนองค์กรต่างๆ ในระดับตำบล หมู่บ้านลงไป
หรือหาวิธีการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาในตำบล หมู่บ้าน ให้เป็นไปอย่างบูรณาการ เพื่อการสร้างชุมชนเข้มแข็งในอนาคต
ผมจึงเสนอให้ใช้กลไก “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ทั้งในระดับ อบต.และเทศบาล เป็นหน่วยองค์กรหลักในการพัฒนาตำบล หมู่บ้าน โดยให้มีการ
บูรณาการกับกลไกองค์กรกลุ่มอื่นๆ ให้มีเอกภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และเข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนของตนเองเพื่อให้จัดการตนเองได้ ซึ่งเห็นว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรจะนำเสนอการปรับรื้อระบบกลไกโครงสร้างตำบล หมู่บ้าน ที่จะทำให้ไม่เกิดความซ้ำซ้อน ให้มีเอกภาพมากกว่าที่จะเสนอองค์กร
อื่นๆ อย่าง “สภาพัฒนาตำบล” เพิ่มขึ้นมา
และควรใช้ความคิดและยุทธศาสตร์ที่จะกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น และจะดำเนินการปฏิรูปท้องถิ่นอย่างไร เพื่อให้องค์กรท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นองค์กรหลักในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ โดยใช้ “แผนพัฒนาตำบล” ของท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องกระทำอย่างเร่งด่วน
ผมจึงเห็นว่า วาระสำคัญของรัฐบาลจึงเป็นวาระที่ต้องกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ทั้งการกระจาย
อำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรหลักในการแก้ปัญหาของประชาชนที่ยากจน และอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก และในส่วนของการเสริมสร้างความ
เข้มแข็งของชุมชนในระดับตำบล ก็ต้องมอบหมายให้เป็นภารกิจของท้องถิ่นเช่นกัน
โดยเฉพาะการกระจายงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ แทนรัฐบาล ซึ่งก็จะเป็นแนวทางใหม่ เปลี่ยนความคิดใหม่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาในระดับตำบลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

