ถ้าจะกล่าวถึงปัญหาในสังคมไทยที่ได้รับความสนใจ จนถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการถกเถียงเพื่อหาทางออกจากนักวิชาการหลากหลายศาสตร์ ทั้งนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา คงจะเป็นปัญหาอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันสถานการณ์ของปัญหานี้ในหลายแง่มุม สะท้อนจากข้อมูลสถิติที่แสดงถึงความเหลื่อมล้ำด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านรายได้ ในปี 2559 จากรายงานความมั่งคั่งของโลก (Global Wealth Report) ของสถาบันการเงินเครดิตสวิส ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคนรวยที่มีสัดส่วน 1% ของประชากร ครอบครองความมั่งคั่งสูงถึง 58% ของระบบเศรษฐกิจ
ต่อมาในปี 2560 องค์กรการกุศลออกซ์แฟม (Oxfam) ของประเทศอังกฤษ ระบุว่าคนรวยของไทยที่เป็นสัดส่วน 10% ของประชากร มีรายได้มากเป็น 35 เท่าของคนจนที่เป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากร และคนรวยเหล่านี้ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ ด้านการถือครองที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากิน
ในปี 2557 จากรายงานภาวะสังคมในไตรมาส 2 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่ากลุ่มผู้ถือครองที่ดิน 20% ที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีสัดส่วนพื้นที่ถือครองที่ดินสูงถึง 79.9% ของพื้นที่ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มผู้ถือครองที่ดิน 20% ที่ถือครองที่ดินน้อยที่สุด มีสัดส่วนถือครองที่ดินเพียง 0.3% เท่านั้น
นอกจากนี้ในรายงานฉบับเดียวกันยังระบุถึงด้านโอกาสการเข้าถึงการศึกษาก็ยังมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระบุว่ากลุ่มประชากร 10% ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่ากลุ่มประชากร 10% ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยที่สุด ประมาณ 16.3 เท่า คุณภาพการศึกษาในเมืองและชนบทแตกต่างกัน 3 ช่วงชั้น คะแนนการสอบ PISA และ O-Net ได้ต่ำกว่า 50% ในเกือบทุกรายวิชา อยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลกและอาเซียน มีเด็กด้อยโอกาส ยากจน ถูกเทถึง 3,170,000 คน
การศึกษาของประเทศไทยจึงยากยิ่งต่อการให้โอกาสและความเท่าเทียมกันได้
ท่านคิดว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย ภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลทรัพยากรจากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ทั้งทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ ช่องว่างทางสังคมสูงขึ้น กระทบต่อหน่วยย่อยต่างๆ ในสังคม เช่น การเกิดครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเป็นลักษณะของครอบครัวที่มีปู่ย่าตายายอาศัยอยู่ร่วมกับหลานโดยไม่มีคนวัยแรงงานอาศัยอยู่ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2 เท่า ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวลดลง หน่วยย่อยทางศีลธรรมเสื่อมถอย ชุมชนอ่อนแอ ขาดหลักคิด เด็กและเยาวชนถูกทำร้ายจากภาวะแทรกซ้อน อันได้แก่ ภัยจากยาเสพติด สื่อมือถือ เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หน่วยการศึกษามุ่งทำหน้าที่ในการพัฒนาคนเพื่อส่งต่อระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จนละเลยหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมแก่เด็กและเยาวชน
ดังจะเห็นได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์หลายมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง สังคม รวมไปถึงการศึกษา ด้วยการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนสุด ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสทุนการศึกษา จึงจะเกิดผลสำเร็จที่ยั่งยืนได้
บทบาทของรัฐกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่ผ่านมา เป็นไปในลักษณะของการถัวเฉลี่ยถ้วนหน้า จัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนปีละ 1,000 บาท สำหรับนักเรียนประถม และ 3,000 บาท สำหรับนักเรียนมัธยม หรือวันละ 5 บาท และวันละ 15 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จนทำให้นักเรียนจำนวนมากต้องออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจน อีกทั้งยังขาดเครื่องมือคัดกรองความยากจนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาการได้รับเงินอุดหนุนอย่างไม่ทั่วถึงและไม่ถึงกลุ่มที่ยากจนจริงๆ ได้ เนื่องจากใช้ระบบโควต้าร้อยละ 40 และร้อยละ 30 ของนักเรียนทั้งหมดในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ตามลำดับ
นักเรียนยากจนแต่ละคนจึงได้รับเงินอุดหนุนถัวเฉลี่ยต่ำกว่า 5 บาทต่อคนต่อวัน และต่ำกว่า 1.7 บาทต่อคนต่อวัน ในสถานศึกษาที่มีนักเรียนยากจนร้อยละ 100 รัฐบาลมีความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนปรากฏเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้มีการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” มาตรา 54 วรรค 6 เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู
โดยพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 ได้ประกาศบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2561
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เริ่มดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 ในการพัฒนาเกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางออม (Proxy Mean Tests) หรือ PMT และพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับการเยี่ยมบ้านบันทึกข้อมูลเพื่อคัดกรองนักเรียนยากจนจริงให้ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนเป็นรายบุคคล
ข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาระดับความยากจนของนักเรียน ประกอบด้วย ข้อมูลรายได้เฉลี่ยต่อคนของสมาชิกครัวเรือน ข้อมูลเศรษฐานะด้านอื่นๆ ของครัวเรือนที่นักเรียนอาศัยอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ จำนวนสมาชิกครัวเรือนที่มีสภาวะพึ่งพิง (ไม่มีรายได้ หรือพิการ) สภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรมไม่มั่นคงปลอดภัย ไม่มีรถยนต์ และขนาดที่ดินทำกินน้อยกว่า 1 ไร่ จากนั้นนำมาคำนวณหาคะแนนความยากจน (PMT) ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 หมายถึง จนน้อย ถึงจนมากที่สุด ซึ่งสามารถแปลผลคะแนนออกเป็น 4 ระดับ คือ กลุ่มที่ 1 นักเรียนยากจนพิเศษ (PMT มากกว่า 0.91-1.00) กลุ่มที่ 2 นักเรียนยากจน (PMT มากกว่า 0.79-0.90) กลุ่มที่ 3 นักเรียนใกล้จน (PMT มากกว่า 0.51-0.70)
และกลุ่มที่ 4 นักเรียนเกือบจน (PMT มากกว่า 0.01-0.50)
สําหรับผลการคัดกรองนักเรียนยากจนปีการศึกษา 1/2561 และปีการศึกษา 2/2560 พบว่านักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 4,814,822 คน และ 4,827,287 คน ตามลำดับ ซึ่งมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยในปีการศึกษา 2/2560 พบว่า มีนักเรียนที่สมัครขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนจำนวน 2,865,946 คน (ร้อยละ 59 ของนักเรียนทั้งหมด) และมีนักเรียนที่ผ่านการคัดกรองด้วยเกณฑ์รายได้ (รายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือน 3,000 บาท/เดือน) จำนวน 2,091,764 คน (ร้อยละ 43 ของนักเรียนทั้งหมด)
ในจำนวนนี้มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองแบบ PMT จำนวน 1,541,625 คน คิดเป็นร้อยละ 32 ของนักเรียนทั้งหมด และร้อยละ 53 ของนักเรียนที่สมัครขอรับเงินอุดหนุน แบ่งเป็นนักเรียนยากจนจำนวน 971,858 คน (ร้อยละ 20.1 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด) เป็นจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษ จำนวน 569,767 คน (ร้อยละ 11.8 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด) จำแนกเป็นระดับประถมศึกษาจำนวน 425,382 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 144,385 คน โดยสมาชิกครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษมีรายได้เฉลี่ยต่อคนประมาณคนละ 1,281 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 42.7 บาท อีกทั้งยังพบ 16 สถานศึกษาที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ 80-100% จากทุกภูมิภาค ในจังหวัดดังต่อไปนี้
อันได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก กระบี่ สุราษฎร์ธานี สตูล สงขลา นราธิวาส มหาสารคาม นครราชสีมา อุดรธานี ตราด นนทบุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี
ขณะนี้รัฐบาลสนองต่อเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 54 ประสบความสำเร็จทั้งในระดับการจัดตั้งและผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้จัดสรรเงินให้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ 2561 สำหรับเป็นทุนประเดิมจำนวน 700 ล้านบาท และเป็นเงินอุดหนุนสำหรับงบประมาณตามแผนการใช้เงินปีงบประมาณ 2561 จำนวน 522.2 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,222.2 ล้านบาท
ผลจากการอนุมัติงบประมาณดำเนินงานเร่งด่วนในครั้งนี้ จักทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ จากการประเมินขององค์การยูเนสโก ว่าถ้าสามารถช่วยเหลือเด็กที่มีศักยภาพในการเรียนต่อไม่ให้ออกจากระบบการศึกษาจะสามารถลดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 1.7% ของ GDP ประเทศไทยต่อปี และยังทำให้ดัชนีในวัดระดับความเหลื่อมล้ำของประเทศ ที่วัดโดย OECD ซึ่งพิจารณาจากนักเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเศรษฐานะในระดับต่ำ (อันดับ 25% สุดท้ายของประเทศ) แต่สามารถทำคะแนนได้สูงในระดับนานาชาตินักเรียนกลุ่มนี้เรียกว่า Resilient student หรือเด็กช้างเผือก สูงขึ้นตามไปด้วย
ในกรณีของประเทศพบว่ามีนักเรียนไทย 3% ที่อยู่ในกลุ่มช้างเผือก แต่ถ้าปรับคะแนนสอบตามดัชนีเศรษฐานะ ไทยจะมีนักเรียนช้างเผือกถึง 18%
อย่างไรก็ตาม ภารกิจใหม่เพิ่งเริ่มต้น กสศ. ยังคงต้องก้าวผ่านความท้าทายอีกมากมาย ทั้งการสร้างระบบการจัดสรรทุนอุดหนุนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ภารกิจหลักของกองทุนไม่ใช่เพียงแค่การให้ทุนเท่านั้น แล้วจบยังคงต้องมีการวิจัยและพัฒนา สร้างเครื่องมือ ติดตามความคุ้มค่าของการใช้เงิน สำหรับบุคลากรในองค์กรเองต้องสร้างทัศนคติที่ดี mind set ในการให้ทุน ตลอดจนครูที่ใกล้ชิดเด็กในการสร้างแรงใจ เสริมพลังบวก ให้เด็กที่ได้รับทุนอุดหนุนเห็นคุณค่าและความหมายของเงิน นำไปสู่การใช้เงินอย่างมีเป้าหมายเพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง
สุดท้ายกองทุน กสศ. จะเป็นองค์กรที่เป็นคำตอบ สวัสดิการสังคมด้านการศึกษา ที่มีทั้งงานวิจัยรองรับ การศึกษาเปรียบเทียบ เครื่องมือคัดกรองที่เชื่อถือได้ จนนำไปสู่การช่วยเหลือกลุ่มยากจนได้อย่างแท้จริงมิใช่การถัวเฉลี่ยถ้วนหน้าให้กับทุกคนทุกฐานะดังที่ผ่านมา

