ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง นั่นคือการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ขยายเวลาการปิดอ่าวมาหยา จ.กระบี่ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติ เรื่องนี้นำความยินดีมาสู่แวดวงคนรักธรรมชาติอย่างยิ่ง เพราะต่างมุ่งหวังที่จะเห็นอ่าวมาหยากลับมาสวยงามดังเดิม
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงอีกด้านหนึ่งจากผู้ประกอบการและคนทำงานทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างมาก ขาดรายได้ไปมหาศาล โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจากข่าวที่ออกมา นักท่องเที่ยวบางส่วนได้ยกเลิกทัวร์ไปบ้างแล้ว
เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการจัดการของภาคราชการไทยอีกครั้ง การประกาศขยายเวลาปิดอ่าวออกไปในเวลาที่กระชั้นชิด ไม่ได้มีการเตือนล่วงหน้า ทำให้ภาคเอกชนปรับตัวตามไม่ทัน โดยหลักการแล้ว เรื่องปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาตินี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรจะต้องคำนึงถึงภาคเอกชนด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านทั่วไปและพนักงานลูกจ้างในพื้นที่ ที่ไม่มีโอกาสในการประกอบอาชีพอื่นมากนัก การประกาศขยายเวลานี้แสดงให้เห็นถึงการขาดการประสานงานจากทุกฝ่าย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างมาก
ปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวนับเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของปักษ์ใต้ โดนเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดทางด้านฝั่งอันดามัน เมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่ที่ปักษ์ใต้นั้น การท่องเที่ยวในแถบทะเลอันดามันจะจำกัดอยู่แต่ภูเก็ตและพังงาเป็นหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติยังไม่มากนัก รายได้หลักในพื้นที่นั้นมาจากการเกษตร เช่น ยางพาราและประมง เป็นต้น สวนปาล์มยังมีไม่มาก เพิ่งจะเริ่มบุกเบิกกัน เหมืองแร่ยังมีให้เห็นบ้างประปราย
ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้มีการขยายตัวไปสู่จังหวัดอื่นในแถบอันดามันอย่างตรัง, กระบี่ และสตูล บวกกับมีการทำการตลาดในต่างประเทศ การลดข้อจำกัดในการขอวีซ่าของชาวต่างชาติ ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ยิ่งในปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง ก็ยิ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น จนเกิดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism)
ซึ่งส่งผลต่อปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การจัดการขยะ, น้ำเสีย และที่สำคัญคือ การเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วของแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ทะเลในเขต จ.ตรัง บ้านเกิดของผู้เขียนเอง มีปะการังสีสันสวยงามอยู่มากมาย แต่เมื่อผู้เขียนกลับไปเยี่ยมบ้านเมื่อไม่นานมานี้ และได้มีโอกาสไปทะเลอีกครั้ง พบว่าปะการังยังมีอยู่ แต่ไม่มีสีสันที่สวยงามเหมือนเมื่อก่อนเลย กลับกลายเป็นสีตุ่นๆ เทาๆ เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของทิศทางการพัฒนาภาคใต้ เมื่อภาคการเกษตรที่เคยเป็นรายได้หลัก เข้าสู่สภาวะถดถอย โครงสร้างเศรษฐกิจของปักษ์ใต้ฝั่งอันดามันในปัจจุบัน จึงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก คำถามคือ รัฐบาลจะมีนโยบาย
อย่างไรต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้ ทำอย่างไรให้เราสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อจะสามารถดำรงการท่องเที่ยวให้เป็นอุตสาหกรรมหลัก ในการสร้างงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของปักษ์ใต้ฝั่งอันดามันเอาไว้อย่างยั่งยืน
เรื่องการพัฒนาภาคใต้ฝั่งอันดามันนี้ ทั้งสภาพัฒน์และกระทรวงมหาดไทยได้ทำรายงานเอาไว้ ซึ่งหาได้จากอินเตอร์เน็ต เนื้อหาส่วนใหญ่ในรายงานทั้งสองฉบับนี้ได้มีการกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีการเสนอโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นรายได้ อย่างไรก็ตาม รายงานทั้งสองฉบับกล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism) น้อยมาก ส่วนการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติก็กล่าวเพียงแค่ผิวเผิน ไม่มีการระบุถึงแผนงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้
การปิดอ่าวเป็นมาตรการหนึ่งในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แต่ควรจะมีการคำนึงถึงผลกระทบในทุกๆ ด้าน ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินนี้จะบรรเทาลงได้ หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น ราชการ (ฝ่ายนโยบาย, ฝ่ายปฏิบัติ, ส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น) และเอกชน (ทั้งผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่) มีการประสานงานพูดคุยกัน สร้างบรรยากาศของความร่วมมือ ร่วมกันคิดหาทางออก วางนโยบายและแผนปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เพื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฝั่งอันดามันจะได้พัฒนาอย่างยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้
นครินทร์ ชาลปติ

