หน้าแรก บทความ การเข้าชื่อเส...

การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน : ก้าวเดินหน้าหรือถอยหลัง

23.10.18 | 13:15 น.

การริเริ่มเสนอร่างกฎหมายของประชาชนนับเป็นสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม สืบเนื่องจากการแสดงบทบาทของผู้แทนอาจมีข้อจำกัดและไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ ดังนั้น การให้สิทธิประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นได้จะช่วยในการอุดช่องว่างหรือเป็นส่วนเสริมให้ประชาธิปไตยทางผู้แทนนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในระยะเวลา 20 ปีนับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบจวบจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ดังเห็นได้จากจำนวนร่างพระราชบัญญัติของภาคประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายถูกนำเสนอต่อรัฐสภามากขึ้น และที่เห็นพัฒนาการได้อย่างเด่นชัดคือ มีร่างพระราชบัญญัติที่ภาคประชาชนเสนอได้รับการเห็นชอบประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายด้วย

ทว่า การมีส่วนร่วมดังกล่าวยังคงมีอุปสรรคอยู่บางประการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งการเสนอร่างกฎหมายของประชาชนในยุคแรกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2542 มีปัญหาสำคัญทั้งในขั้นตอนก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาและในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา ได้แก่ 1) จำนวนรายชื่อที่มากถึง 50,000 รายชื่อ 2) การจัดทำร่างกฎหมายเป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร เนื่องเป็นงานเทคนิคที่ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญและเชี่ยวชาญเฉพาะ

3) การรวบรวมเอกสาร ที่ระบุให้มีการยื่นรายชื่อพร้อมเอกสารประกอบ ถึง 2 ชนิด คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน 4) ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนต่างๆ ทั้งในส่วนการเตรียมเอกสารเข้าชื่อและการทำสำเนาเอกสารแสดงตน รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและการดำเนินการในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 5) กระบวนการที่ล่าช้า เนื่องจากกระบวนการต่างๆ มิได้มีกรอบระยะเวลากำหนดไว้ 6) การใช้ร่างกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งในอดีตพบว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีมักจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันมาประกบ และในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ สภาผู้แทนราษฎรมักจะมีมติให้ใช้ร่างกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ส่งผลให้เนื้อหาของกฎหมายไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน

และ 7) ความต่อเนื่องของสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปไม่ได้ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายของประชาชนต่อไป ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนนั้นต้องตกไป

Advertisement

จากปัญหาข้างต้น ในยุคต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้พยายามแก้ไขปัญหาบางประการ ดังเช่นการปรับจำนวนผู้เข้าชื่อจากไม่น้อยกว่า 50,000 คน เป็นไม่น้อยกว่า 10,000 คน เพื่อทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มเติมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ รวมถึงการให้สิทธิแก่ประชาชนในการเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการจำนวน 1 ใน 3 อีกด้วย ซึ่งท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2556 รัฐสภาได้ลงมติผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2556 ที่มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่ภาคประชาชน ดังนี้

1) ลดเอกสารประกอบ โดยยกเลิกสำเนาทะเบียนบ้านและใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นของทางราชการที่สามารถแสดงตัวตนได้เท่านั้น

2) หน่วยงานให้ความช่วยเหลือ เดิมทีภาคประชาชนมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นทางเลือกในการขอความช่วยเหลือด้านการรวบรวมรายชื่อให้ครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร กลับถูกตัดออกไป อย่างไรก็ตาม บริบทของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เอื้อให้มีองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนอันได้แก่สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) ที่มีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสนับสนุนในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ

3) การตรวจสอบคัดค้านรายชื่อ จากเดิมที่รัฐสภาต้องส่งรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายไปปิดประกาศให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอาจเป็นความลำบากของประชาชนในการตรวจสอบรายชื่อ แต่กระบวนการใหม่ให้รัฐสภาจัดเอกสารไว้ให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นต้องปิดประกาศรายชื่อตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐสภาสามารถประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศแทน นอกจากนี้ รัฐสภาต้องส่งหนังสือไปยังผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายทุกคนเพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิในการคัดค้านได้

และ 4) กรอบระยะเวลา ที่มีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้ถูกยกเลิกไปโดยผลพวงของการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 และต่อมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ภาคประชาชนยังมีความพยายามในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยอาศัยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2556 แต่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีความเห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวสิ้นผลไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แล้ว โดยในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2559 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 71/2559 ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อันเป็นการปิดช่องทางในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่รัฐสภาของประชาชนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังคงบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด รวมถึงยังคงบทบัญญัติเกี่ยวกับการเข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ โดยในหมวด 11 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ค. (4) บัญญัติให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงการเขียนไว้กว้างๆ เท่านั้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มิได้บัญญัติถึงสภาพัฒนาการเมือง หรือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่เคยมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือภาคประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้แต่อย่างใด ทำให้เกิดคำถามว่า นอกเหนือจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีหน่วยงานใดทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือภาคประชาชนได้อีก

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการประเมินผลกระทบของกฎหมายตามมาตรา 77 ที่ส่งผลให้ภาคประชาชนมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชนเพียงใด ซึ่งภาคประชาชนคงได้แต่ติดตามต่อไปว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับใหม่นั้นจะมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าหรือถอยหลังอย่างไร