หน้าแรก บทความ ไหนว่าเพื่อป้...

ไหนว่าเพื่อป้องกันปฏิวัติ : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

25.10.18 | 13:00 น.

ไม่มีจลาจล ก็ไม่มีปฏิวัติ กลายเป็นวลีฮอตฮิตขึ้นมาทันที เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์
ผู้บัญชาการทหารบก ว่าที่วุฒิสมาชิกโดยตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา ทำให้อุณหภูมิการเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งคึกคักเข้มข้นขึ้นอีกระดับหนึ่งทีเดียว

ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้นเล่า ในเมื่อมีทั้งผู้ที่เข้าใจ เห็นใจ และเห็นด้วย กับผู้ที่ไม่เห็นด้วย ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขรมไปหมดว่า คุณทหารใหญ่ขู่กันอีกแล้วหรือนี่ พร้อมตั้งคำถามสวนกลับไปว่า ที่ผ่านมา วางตัวเป็นกลางจริงหรือ

การอ้างเหตุผลการจลาจลทำให้กองทัพจำเป็นต้องเข้ามาหยุดยั้งสถานการณ์ ฟังได้เพียงไรก็แล้วแต่ การที่ผู้บัญชาการทหารบกใหม่ๆ หมาดๆ แสดงทรรศนะเช่นนี้ จะเป็นคำพูดที่ทำให้ทุกฝ่ายจดจำไปตลอด ของการยืนอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจจากปลายกระบอกปืนอย่างแน่นอน

ยิ่งทำให้ความคิดที่ว่า การรัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาธิปไตยแบบไทยๆ จะดำรงคงอยู่ ถูกปลูกฝังจนกลายเป็นความเชื่อส่งทอดกันต่อไปอีก

หลักการที่ว่า ทหารหรือข้าราชการประจำไม่ควรแทรกแซงการเมือง การเมืองก็ไม่ควรแทรกแซงฝ่ายประจำ ควรแยกจากกันเพื่อถ่วงดุล ตรวจสอบ คานอำนาจซึ่งกันและกัน จึงยังห่างไกลสำหรับโมเดลประชาธิปไตยแบบไทยๆ

Advertisement

คำพูดของ ผบ.ทบ. ตรงไปตรงมา ด้วยความจริงใจ ไม่เข้าข้างใคร ไม่ว่านักการเมืองอาชีพเก่าแก่ หรือนายทหารที่เพิ่งประกาศตัวว่าสนใจการเมือง กำลังเดินตามรอยรุ่นพี่เข้าสู่สนามเต็มตัวก็ตาม

แต่ผลของคำพูดดังกล่าว ไม่ใช่แค่คนถูกเตือนเท่านั้น คนพูดเองก็คงต้องเผชิญสถานการณ์หนักต่อไปด้วยเช่นกัน เพราะแรงเสียดทานจะเกิดขึ้นหนักหน่วงตลอดเวลา

อย่าลืมว่า สถานะของ ผบ.เหล่าทัพทั้งหลายภายใต้โครงสร้างอำนาจ กติกาที่เขียนไว้ เปิดช่องให้ 6 ตำแหน่งใหญ่คุมกำลังทหาร ตำรวจ สวมหมวกสองใบ
ใบหนึ่ง คือผู้บัญชาการกองกำลังอาวุธที่ถูกต้องตามกฎหมาย
อีกใบหนึ่งคือ วุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง

หมวกความเป็นวุฒิสมาชิกนี่แหละครับจะเป็นสายล่อฟ้าให้กับท่านทั้ง 6 ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็น อภิปรายในสภา จะถูกวิพากษ์วิจารณ์โต้ตอบ เพราะถือว่าหมวกใบหลังนี้มีสถานะเป็นตำแหน่งทางการเมืองในเครื่องแบบข้าราชการประจำ มีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะ พื้นที่ความเป็นส่วนตัวถูกจำกัดลงทันที

เมื่อถูกตอบโต้ร้อนแรงแค่ไหนก็ตาม การใช้สิทธิความเป็นปุถุชน แสดงความโมโหโกรธา สวนกลับ ทำได้ในขอบเขตจำกัด เพราะสังคมจะติดตามจับตาตลอดเวลา

เมื่อไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสวมหมวกการเมืองอยู่ด้วย ความอดกลั้นอดทนจึงเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย เพราะหลายกรณีแยกได้ยากว่าพูดในฐานะผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือในฐานะวุฒิสมาชิก

และทุกฝ่ายคงจำกันได้ว่าเมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด เกิดกรณีถกเถียงเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก พี่ใหญ่ยืนยันต้องมีวุฒิสมาชิกเก้าอี้พิเศษ เป็นโดยตำแหน่งให้กับผู้บัญชาการเหล่านี้

เหตุผลเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง เกิดความเข้าใจถึงภารกิจ เกิดความใกล้ชิดมีเวทีให้อธิบายในรายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญจะเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร เมื่อมีที่นั่งในวุฒิสภา

ถึงแม้ถูกคัดค้านว่าย้อนยุค ล้าหลัง ไม่ยอมรับหลักการแยกอำนาจ เฉกเช่นโลกประชาธิปไตยทั้งหลายก็ตาม แต่ก็ผลักดันจนกระทั่งบรรจุในตัวร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการลงประชามติได้

เมื่อ ผบ.ทบ.พูดออกมาชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีจลาจลก็ไม่มีปฏิวัติ จึงสะท้อนว่าการออกแบบให้ผู้นำเหล่าทัพมีที่นั่งในวุฒิสภาเพื่อป้องกันปฏิวัติ ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะป้องกันได้จริง

การอ้างเหตุอีกว่าเพราะรัฐบาลเป็นง่อย ไม่สามารถแก้สถานการณ์ได้ กองทัพจึงต้องเข้ามา ฟังดูดี แต่ก็ทำให้มีคำถามว่าการจลาจลเกิดขึ้นโดยตัวมันเอง ไม่มีฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด ฝ่ายไหนเคารพกติกา ฝ่ายไหนไม่เคารพ ไม่สามารถแยกแยะได้เลยหรือ

เหตุที่รัฐบาลคุมสถานการณ์ไม่ได้ เพราะฝ่ายประจำที่มีหน้าที่ไม่สนองตอบ หรือเพราะรัฐบาล
ขี้ฉ้อใช้อำนาจเกินขอบเขต

ถ้าเป็นประการหลังก็จัดการตามกติกา ตามกฎหมายด้วยสันติวิธี ไม่ถึงขั้นยึดอำนาจประชาชนไปอยู่ในมือ แช่แข็งกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีกถึงขอบเขตของการจลาจลมีแค่ไหน จลาจลในท้องถนนกับการจลาจลในสภา เอารองเท้าขึ้นขว้างหัวอีกฝ่าย ใช้เทคนิคทางการเมือง ทางกฎหมายหาเรื่องคว่ำรัฐบาล เข้าข่ายจลาจลหรือไม่

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะเป็นคำถามที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องเผชิญอย่างแน่นอน เมื่อยังสวมหมวกสองใบในเวลาเดียวกัน และจะเป็นปัจจัยกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองได้ทั้งบวกและลบ อย่างไม่อาจหลีกพ้น

ตราบใดที่ไม่สามารถทำให้ความเป็นกลางของกองทัพเป็นจริงได้ ภายใต้โมเดลการเมืองที่ออกแบบมาเช่นนี้