ภาพเก่าเล่าตำนาน : ไปที่ไหนๆ …ก็มีไชน่าทาวน์ (3) เมื่อ ‘อั้งยี่’ …หนีตายเข้ามาสู่สยาม…

บทความที่ผ่านมา 2 ตอน เป็นประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนนับแสนคนเข้าสู่แดนสยาม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรื่อยๆ มาเรียงๆ ซึมแทรก แฝงกาย ผันตัวเอง แบบเสื่อผืนหมอนใบ ไม่เคยหยุด เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ชาวจีนทยอยกันลงเรือที่เมืองซัวเถา เสี่ยงตายจากพายุในทะเล เจ็บป่วย รอนแรมบนเรือสินค้าที่รับจ้างขนผู้โดยสาร “ เรือสำเภา” ที่ใช้แรงลมพัดมาจากแผ่นดินจีน มาขึ้นบกตามเมืองชายฝั่งของสยาม ชาวแต้จิ๋ว คือ กลุ่มชาวจีนที่หลั่งไหลมามากที่สุด

สงคราม ความยากจนครานั้น แผ่นดินจีนแห้งแล้งเหมือนพระเจ้าลงโทษ สิงสาราสัตว์พากันล้มตาย ต้นไม้ซักต้นก็หารอดชีวิตไม่ การกดขี่ข่มเหง คดโกง รีดไถ ในระบบราชการในสมัยราชวงศ์ชิง และการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศจีน ผสมโรงด้วยการเก็บภาษีที่เอาเปรียบแบบทำนาบนหลังคน ทำให้ชายชาวจีนจำนวนมากมุ่งสู่สยามเพื่อหางานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในประเทศจีน

ท่านผู้อ่านที่พอจะมีญาติผู้ใหญ่ ปู่ทวด อาม่า เชื้อสายจีน ลองสอบถามดูนะครับว่าในสมัยนั้นเค้าส่งเงินจากสยามกลับเมืองจีนแบบไหน อย่างไร?

ขณะนั้นชาวจีนจำนวนมากต้องจำยอมขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีเพาะปลูกของทางการ

ชาวจีนที่แสนจะยากจน โดยเฉพาะแต้จิ๋ว ขายทุกสรรพสิ่ง ทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินขอไปลงเรือสำเภาที่ท่า ชื่อเมืองซัวเถา เพื่อขอไปตายเอาดาบหน้า ขอไปอยู่กับชาวชาวสยามที่ชาวจีนเรียกว่า “เสี่ยมล้อก๊ก” คือ 1 ในดินแดนที่ใฝ่ฝันจะมาขอใช้ชีวิต

ที่แห่กันลงเรือหนีตายมา ก็ใช่ว่าจะเป็นสุจริตชนจนจะตาย

ในบรรดาคลื่นมนุษย์ชาวจีนเหล่านี้เมื่อราว 200 ปีที่ผ่านมา ยังมีกลุ่มแก๊งชาวจีนที่เป็นคนนอกกฎหมาย อาชญากร นักปล้น นักฆ่า ร้อยพ่อพันแม่ แฝงตัวปะปนออกมาด้วย เรื่องการตรวจสอบประวัติผู้โดยสารก่อนออกนอกแผ่นดินจีนไม่ต้องพูดถึง ใครก็ได้ นายหมู นายหมา นางแมว ลงเรือได้หมด ขอให้มีค่าโดยสารเท่านั้น…

ผมขอกล่าวอ้างข้อมูล (บางส่วน) เรื่อง อั้งยี่ จากพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพฯที่ชัดเจนที่สุด

“…ในสมัยพระเจ้าคังฮี กษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ใต้เช็ง เกิดการกบฏ พวกขุนนางกังฉินจุดไฟเผาวัด สองฝ่ายก็สู้รบกัน เมื่อไฟดับ พวกหลวงจีน 128 รูป มีเพียง 5 รูปที่รอดตาย หนีไปซ่อนตัวตั้งกลุ่มเทียนตี้ หรือพรรคฟ้าดิน เป็นสมาคมลับของคนจีน โดยหลวงจีน 5 รูปนี้ คือ พระจากวัดเส้าหลิน ที่เรียกกันว่า ‘บุรุษทั้งห้า’ มีวัตถุประสงค์เพื่อโค่นบัลลังก์ เพราะแค้นใจที่ถูกราชสำนักชิงเผาฆ่า
ล้างวัด

พ.ศ.2007 การต่อสู้ขยายตัวออกไป มีการจัดตั้งกองกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจในจีน ในระหว่างการต่อสู้อันยาวนาน มีเหตุที่ทำให้ฝ่ายกบฏเพลี่ยงพล้ำ จำต้องปรับกระบวนท่าในการต่อสู้ใหม่…”
ในพระนิพนธ์ทรงบรรยายต่อว่า…

“…ฝ่ายกบฏกรีดเลือดสาบาน ตั้งมั่นว่าจะต้องโค่นล้มราชวงศ์ลงให้ได้ แล้วแยกย้ายกันไปตั้งสมาคมลับให้เรียกชื่อว่า ‘เทียนตี้หวย’ แปลว่า ฟ้าดินมนุษย์ หรือเรียกโดยย่ออีกอย่าง ‘ซาฮะ’ แปลว่า องค์สาม คือ ฟ้าดินมนุษย์

…ตั้งแบบแผนสมาคม ทั้งวิธีสบถสาบาน รับสมาชิกและข้อบังคับสำหรับสมาชิก กับทั้งกิริยาอาการที่จะแสดงความลับกันในระหว่างสมาชิกให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน…”
กบฏกลุ่มนี้ ชาวสยามเรียกแบบสะดวกปากว่า “อั้งยี่”

“…อาวุธปืนเป็นของหายาก เหล่ามือสังหารมังกรจีนได้หันมาใช้กรรไกรแกะขาออกมาข้างหนึ่ง แล้วเอาริบบิ้นสีแดงเขียนอักษรจีนด้วยหมึกดำว่า ฮั่งคั่ง ไปดักสังหารเหยื่อตามคำสั่ง ในแผ่นดินจีนมีคดีกรรไกรขาเดียว เสียบท้องชาวจีนที่ไปค้าขายกับญี่ปุ่นมหาศาล

ด้วยประการฉะนี้ รัฐบาลจีนรู้ว่าใครเป็นพวกอั้งยี่ก็จับฆ่า ถึงอย่างนั้นพวกสมาคม ‘เทียนตี้หวย’ หรือ ‘ซาฮะ’ ก็ยังมีอยู่ในเมืองจีนสืบมา รัฐบาลทำลายล้างไม่หมดได้…”
นี่เป็นข้อมูลสำคัญที่เฉลยความอยากรู้ที่ว่า อั้งยี่เกิดมาจากไหน และประสงค์อะไร?

อั้งยี่ ส่วนหนึ่งถือโอกาสหลบหนีการกวาดล้าง อำพรางตัวลงเรือสินค้าแล่นออกมาจากแผ่นดินจีน ปะปนมากับผู้โดยสารคนอื่นๆ แล้วมาขึ้นบกในสยามประเทศรวมทั้งดินแดนใกล้เคียง

การเกาะกลุ่มพึ่งพาอาศัย การรักพวกพ้อง ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่ซุกหัวนอน เป็นวิถีชีวิตของชาวจีนมาแต่อ้อนแต่ออก อั้งยี่เข้ามาสบตากันในแผ่นดินสยาม เริ่มรวมตัวกันทีละเล็กทีละน้อย ก่อเกิดเป็นกลุ่มก้อน

อั้งยี่อยู่ที่ไหนก็เป็นอั้งยี่ ไม่สามารถทิ้งนิสัยเดิมๆ ได้ เพราะในเมืองจีน เคยปล้น ฆ่า รีดไถ ลักตัวเรียกค่าไถ่ เรียกค่าคุ้มครองมาตลอด ทำมาหากินแบบสุจริตไม่เป็น

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯทรงนิพนธ์ต่อไปว่า…

“…ยังมีชื่อเรียกสำหรับตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี เรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า ‘ตั้วกอ’ ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า ‘ตั้วเฮีย’ แปลว่าพี่ใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า ‘ยี่กอ’ หรือ ‘ยี่เฮีย’ แปลว่าพี่ที่สอง ตัวนายรองลงมาเรียกว่า ‘ซากอ’ หรือ ‘ซาเฮีย’ แปลว่าพี่ที่สาม”

อั้งยี่ เข้ามาในแดนสยามพร้อมกับฝิ่น

อั้งยี่ ก่อร่างสร้างตัวยุคแรกในสยาม ในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 3 มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้น เนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นจากอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเป็นปัจจัยให้ไทยสูบฝิ่นมากขึ้น

คนจน ผู้ดี เจ้าและขุนนาง พากันติดฝิ่นงอมแงม มีแต่ขี้ยา ในเมืองไทยออกกฎหมายห้ามสูบฝิ่นทันที ห้ามซื้อฝิ่น ขายฝิ่น เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น ในหลวง ร.3 จึงมีพระดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นมีมากก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ

เมื่อทางการปราบปราม เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม พวกค้าฝิ่นจึงตั้งกลุ่มอั้งยี่ วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา คอยรับฝิ่นจากเรือที่มาจากเมืองจีนแล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่ ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ๆ กรุงเทพฯ

อั้งยี่ก่อเกิดมีงานทำ มีรายได้เพราะมีนายทุนจ้างคุ้มครองการค้าฝิ่น และอั้งยี่ก็ค้าเสียเองซะด้วย

“…อั้งยี่ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ก็ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง…” พงศาวดารบันทึกไว้ว่า

เมื่อ พ.ศ.2385 เกิดอั้งยี่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรีและจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปราบปรามได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีก 2 ปีคือ พ.ศ.2387 พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นในป่าแสม ริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำ ในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการต่อสู้เจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับหัวหน้าได้ อั้งยี่ก็สงบลงอีกครั้งหนึ่ง

อั้งยี่เป็นกลุ่มชาวจีนที่เข้มข้นด้วยฤทธิ์เดช การรวมตัวเหนียวแน่น มีกฎกติกาเด็ดขาด โหดเหี้ยม แบ่งปันผลประโยชน์ที่ไปทำงานใต้ดินกันแบบมีหลักการของโจร

สยามมิได้โชคร้ายได้อั้งยี่มาเป็นพลเมืองเพียงแห่งเดียว อั้งยี่แผ่ซ่านเครือข่ายไปในหลายดินแดน โดยเฉพาะมลายู (มาเลเซีย) และสิงคโปร์

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ว่า…

“…ในหนังสือฝรั่งแต่ง เขาว่าพวกจีนที่ทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทศ ล้วนแต่เป็นชาวเมืองชายทะเลภาคใต้ (ของจีน: ผู้เขียน) และอยู่ในพวกที่เป็นคนขัดสนทั้งนั้น จีนชาวเมืองดอนหรือที่มีทรัพย์สินสมบูรณ์หามีใครทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทศไม่ และว่าพวกจีนที่ทำมาหากินต่างประเทศนั้น จีนต่างภาษามักไปประเทศที่ต่างกัน”

พวกจีนแต้จิ๋วมักชอบไปเมืองไทย พวกจีนฮกเกี้ยนมักชอบไปเมืองชวามลายู พวกจีนกวางตุ้งมักชอบไปอเมริกา

มีพวกจีนอยู่ในแหลมมลายูเป็นอันมากมาแต่ก่อนแล้ว ที่มาได้ผลประโยชน์จนมีกำลังเลยตั้งตัวเป็นหลักเป็นแหล่งก็มี

ในสมัยนั้นจีนที่มาเที่ยวหากินในเมืองไทยและเมืองชวา มลายู มาแต่ผู้ชาย จีนที่มาตั้งตัวเป็นหลักแหล่งมาได้ผู้หญิงชาวเมืองเป็นเมีย มีลูกเกิดด้วยสมพงศ์เช่นนั้นมลายูเรียกผู้ชายว่า “บาบ๋า” เรียกผู้หญิงว่า “ย่าหยา”

ชาวจีนที่อพยพเข้าไปในมลายูไม่ปนเป กลมกลืนกับชาวมลายูนัก เนื่องจากหลักศาสนา

“…จีนผู้เป็นพ่อ ไม่พอใจจะให้ลูกถือศาสนาอิสลามตามแม่ จึงฝึกหัดอบรมให้ลูกทั้งชายหญิงเป็นจีนสืบตระกูลต่อมา เพราะฉะนั้นจีนในเมืองชวา มลายูจึงต่างกันเป็น 2 อย่าง คือ “จีนนอก” ที่มาจากเมืองจีนอย่าง 1 “ จีนบาบ๋า” ที่เกิดขึ้นในท้องที่อย่าง 1 อยู่เสมอ ผิดกับเมืองไทย เพราะเหตุที่ไทยถือพระพุทธศาสนาร่วมกับจีน ลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย ถ้าเป็นผู้ชายคงเป็นจีนตามอย่างพ่ออยู่เพียงชั่วหนึ่งหรือสองชั่วก็กลายเป็นไทย แต่ลูกผู้หญิงกลายเป็นไทยตามแม่ตั้งแต่ชั่วแรก ในเมืองไทยจึงมีแต่จีนนอกกับไทยที่เป็นเชื้อจีน หามีจีนบาบ๋าเป็นจีนประจำอยู่พวกหนึ่งต่างหากไม่…”

อั้งยี่ที่ก่อตั้งในจีนเพื่อล้มล้างราชวงศ์ รวบรวมนักสู้ระดับพระกาฬที่ทยอยออกมานอกประเทศไม่หยุด…เกิดน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ

อั้งยี่ที่หนีออกมานอกแผ่นดินจีนอีก 1 กลุ่ม ไม่ต้องการจะโค่นล้มราชวงศ์ชิงฟื้นหมิง จึงขอแยกตัวออกมาเพื่อจัดตั้งสมาคมซันเหอ ความตั้งใจแต่เดิมคือ เพื่อสงเคราะห์ชาวจีนในต่างประเทศ แต่ต่อมาภายหลังกลุ่มซันเหอกลายพันธุ์ ก่อความวุ่นวายในประเทศที่ตนอยู่จนถูกปราบปรามเรื่อยมา นานวันผ่านไปจึงกลายเป็นแก๊งผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมาย ก่อความวุ่นวายขึ้นในดินแดนที่ตนอยู่โดยเฉพาะในสยามประเทศที่ต้องยกกำลังไปปราบปราม ที่ถือได้ว่าเป็นสงครามย่อยๆ ภายในประเทศ

สยาม มลายู สิงคโปร์ ต้องเผชิญกับอั้งยี่ที่มาแผลงฤทธิ์เดชในดินแดนของตนแบบสะบักสะบอม

เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้… อั้งยี่รบกันเองในสยาม

สยามประเทศในสมัยในหลวง ร.3-ร.4 ดินแดนทางภาคใต้ มีธุรกิจทำเหมืองแร่ดีบุกกันเอิกเกริก เงินไหลนอง ทองไหลมา กิจการเหมืองแร่มีความเจริญก้าวหน้ามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการส่ง “ส่วยดีบุก” มาเป็นการผูกขาดเก็บภาษีอากรแบบ “เหมาเมือง” ตลอดจนมีการทำสนธิสัญญากับต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจการค้าดีบุกขยายตัวอย่างกว้างขวาง คนจีนพากันหลั่งไหลเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรเหมืองจนกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ในภูเก็ตจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะเรียกว่าไชน่าทาวน์ก็คงไม่
ผิดอะไร

เมื่อภูเก็ตมีชาวจีนมาอยู่อาศัยมาก เกิดการคุ้มครองผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จึงกำเนิดอั้งยี่ขึ้นมา 2 พวกใหญ่ คือ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง มีอิทธิพลอยู่ในบ้านกะทู้ ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมืองที่มีชาวจีน
อยู่มาก

อั้งยี่อีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มเกี้ยนเต็ก มีเขตอิทธิพลอยู่ในตัวตลาดเมืองภูเก็ต อั้งยี่ทั้งสองกลุ่มเป็นศัตรูคู่อริที่มักก่อเหตุวุ่นวายอยู่เนืองๆ โดยก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแสดงฤทธิ์เดชครั้งใหญ่ 3 ครั้งด้วยกัน คือ

พ.ศ.2410 เหตุการณ์จลาจลครั้งที่ 1 พวกอั้งยี่ทั้งสองกลุ่มได้ยกพวกฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งชิงสายน้ำล้างแร่ จนกลายเป็นจลาจล ข้าหลวงส่วนกลางต้องเข้าระงับเหตุและปราบปราม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาลต้อง “เลี้ยงดูอั้งยี่” คือใช้วิธีเลือกคนจีนที่มีบารมี มีคนนับถือยำเกรงขึ้นมา แล้วตั้งเป็นหัวหน้าต้นแซ่ ควบคุมดูแลคนของตน และหากคนของตนคับข้องใจต้องการร้องทุกข์ หัวหน้าต้นแซ่
จะเป็นผู้เสนอคำร้องนั้นให้แก่ทางการต่อไป…

กลุ่มอั้งยี่ในภูเก็ต สำแดงอิทธิฤทธิ์แบบตูมตามสนั่นสะท้านเกาะภูเก็ต ไม่สยบยอมต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้กำลังเลือนหายไป….เกิดอะไรขึ้นบนเกาะภูเก็ต?

โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

อ้างอิง – นิทานโบราณคดี พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เรื่องอั้งยี่, ประวัติความเป็นมาของภูเก็ต

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘วาร์ดี้-แม็คไกวร์’ 2 นักเตะเลสเตอร์โพสต์อาลัยสุดซึ้งถึง ‘เจ้าสัววิชัย’ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันลืมเลือน
บทความถัดไปประเทศกูมี โดย ปราปต์ บุนปาน