หน้าแรก บทความ ขแมร์กรอม บนท...

ขแมร์กรอม บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเวียดนาม โดย ธัญญาทิพย์ ศรีพนา

2.11.18 | 18:08 น.
ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong Delta) เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เป็นแหล่งผลิตข้าวและผลผลิตทางเกษตรที่สำคัญของเวียดนาม เป็นแหล่งผลิตอาหารครึ่งหนึ่งของอาหารทั้งหมดของประเทศให้กับเวียดนามและยังส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่

ที่สำคัญ ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์และทางประวัติศาสตร์

ความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตรจะเห็นได้ชัดจาก ไร่นา สวนพืชต่างๆ ตลาดน้ำอันเป็นจุดสำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกรรมในหลายจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดน้ำก๋ายรัง (Cái Răng) ในจังหวัดเกิ่นเธอ ซึ่งมีแม่น้ำเกิ่นเธอที่กว้างใหญ่ ก่อนที่จะไปบรรจบ
แม่น้ำเหิ่ว (Sông Hậu) หรือ บาสซ๊าก (Bassac) ซึ่งจะไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ หรือที่เวียดนามเรียกว่า ทะเลตะวันออก

ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงประกอบด้วย 13 จังหวัด จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง คิดได้เป็นร้อยละ 22 ของประชากรในเวียดนามทั้งหมด ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงมีกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญ ดังเช่น กิงห์ (หรือเหวียต หรือเวียต) ขแมร์ จีน และจาม

ตลาดน้ำก๋ายรังในจังหวัดเกิ่นเธอ

ชาวขแมร์ หรือ ขแมร์กรอม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงมาเป็นเวลาช้านาน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากบนพื้นที่นี้ เป็นอันดับสองรองจากชาวกิงห์ หรือ เหวียต และมีจำนวนมากกว่า ชาวจีน และชาวจาม

Advertisement

ขแมร์กรอม แปลว่า “ขแมร์ล่าง” ซึ่งหมายถึง ชาวขแมร์ทางใต้ นั่นก็คือ ชาวขแมร์บนพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงนั่นเอง

ชาวขแมร์กรอม เรียกพื้นที่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงว่า กัมพูเจีย กรอม (Kampuchea Krom) ซึ่งแปลว่า กัมพูชาล่าง หรือ กัมพูชาทางใต้ ซึ่งชาวขแมร์กรอมถือว่า เป็นดินแดนที่บรรพบุรุษของตนมาครอบครองอาศัยอยู่เป็นกลุ่มแรก

คนเวียดนามเรียก ขแมร์กรอม ว่า เคอ แม โกรม (Khơ me Crộm) หรือ คนเวียดนามเชื้อสายกัมพูชา หรือ เชื้อสายขแมร์ หรือ คนขแมร์ทางใต้ (người Khmer nam bộ) หรือ เรียกง่ายๆว่า คนขแมร์ (người Khmer) หรือ คนขแมร์ล่าง (người Khơ me dưới)

ส่วนชาวกัมพูชาในประเทศกัมพูชาถือว่า ขแมร์กรอมเป็นชาวขแมร์ที่อาศัยอยู่ทางใต้ของเวียดนามภายใต้การปกครองของเวียดนาม

ชาวขแมร์กรอมที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงนี้ดั้งเดิมมีอาชีพทำนา และจวบจนปัจจุบันมีภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์ ศาสนา อันเดียวกับชาวขแมร์ในกัมพูชา

เราไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงขแมร์กรอมเท่าไรนัก ในอดีต ขแมร์กรอมอาศัยกระจายอยู่ในหลายจังหวัดบนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดชายแดนเวียดนาม-กัมพูชา และในปัจจุบัน ขแมร์กรอมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดซ๊อกจัง จ่าวิงห์ เกิ่นเธอ อานยาง เกียนยาง

จากการสำรวจสำมโนประชากรของเวียดนามปี ค.ศ.2009 มีการประมาณการว่า มีจำนวน ขแมร์กรอมที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงประมาณ 1.2 ล้านคน แต่จากข้อมูลทางวิชาการปี 2014 ของ Philip Taylor เขาประมาณว่า มีขแมร์กรอม ประมาณ 7 ล้านคน อันรวมทั้ง ขแมร์กรอม ที่มีเอกสารและไม่มีเอกสาร และขแมร์กรอมที่ผสมผสานเข้ากับคนเหวียต หรือ คนกิงห์แล้ว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ Human Rights Watch ในปี 2009 จำนวนขแมร์กรอมมีมากกว่า 1 ล้านคน

วัดเอิง วัดขแมร์ในจังหวัดจ่าวิงห์

ในปัจจุบัน ชาวขแมร์กรอมอาศัยอยู่ในจังหวัดจ่าวิงห์ (Trà Vinh) คิดเป็นร้อยละ 31.5 ของประชากรขแมร์กรอมในเวียดนาม ในจังหวัดซ๊อกจังร้อยละ 30 ในจังหวัดเกียนยาง (Kiên Giang) (13 %) และยังมีชาวขแมร์กรอมอาศัยในจังหวัดอานยาง (An Giang) ในบากเลียว (Bạc Liêu) ในเกิ่นเธอ (Cần Thơ) ในหวิงลอง (Vĩnh Long) ในก่าเมา (Cà Mau) ในเห่าซาง (Hậu Giang) ในด่งท๊าป (Đồng Tháp) ในลองอาน (Long An) ในเตี่ยนยาง (Tiền Giang) และในจังหวัดเบ๋นแจ (Bến Tre)

ตามข้อมูลของ Khmer Kampuchea Krom Federation คนเวียดนามที่มีคำดังต่อไปนี้ผสมอยู่ในชื่อของตน จะเป็นผู้ที่มีเชื้อสายขแมร์สืบทอดมาจากชาวขแมร์กรอมรุ่นแรกที่ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมเวียดนามในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่น แถ็กห์ (Thạch) เซิน (Sơn), เกียน (Kiên) กีม (Kim) เจิว (Châu) แย็งห์ หรือ แซ็งห์ (Danh) ด่าว (Đào) กาว (Cao)

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 การสู้รบระหว่างตระกูลจิ่งห์ และตระกูลเหงวียนก่อความเสียหายให้กับภาคกลางของเวียดนาม และมีผลกระทบต่ออาณาจักรขแมร์ในภาคใต้ตอนบนของเวียดนาม ในปี ค.ศ.1623 พระเจ้าไชยเชษฐาที่ 2 จึงได้อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากสงครามไปพักพิงตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเปรย์ นอกอร์ (Prey Nokor) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงไซ่ง่อนในอดีต หรือ นครโฮจิมินห์ในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตอยู่ภายใต้อาณาจักรขแมร์ และนี่เป็นการเริ่มต้นของกระบวนการอันยาวนานของคนเวียดนามในการเปลี่ยนดินแดนนี้เป็นเวียดนาม (Vietnamization)

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังจากที่ภาคใต้ของเวียดนามตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส ดินแดนกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่เวียดนามในปัจจุบันค่อยๆ ทยอยตกเป็นของฝรั่งเศสเช่นกัน ต่อมาฝรั่งเศสได้ยกดินแดนทางใต้ของเวียดนาม หรือ โคชินไชน่า (Cochinchina ในภาษาอังกฤษ หรือ Cochinchine ในภาษาฝรั่งเศส) อันรวมถึง ดินแดนบนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงนี้ให้กับเวียดนามในปี 1949 โดยฝรั่งเศสยกให้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนามของกษัตริย์บ๋าวด่าย หรือ รัฐบาลเวียดนามใต้ ซึ่งมีการรณรงค์ให้ผสมผสานและกลืนชาวขแมร์ให้เข้ามาสู่วัฒนธรรมเวียดนาม มีข้อห้ามในการใช้ภาษาและชื่อขแมร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมขแมร์สูญหายไป และในปัจจุบัน ภาษาขแมร์ได้รับการอนุญาตให้สอนในโรงเรียนของรัฐได้ ทำให้ขแมร์กรอมสามารถอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมไว้ได้

วัดขแมร์ในจังหวัดจ่าวิงห์
วัดขแมร์ ในจังหวัดซ๊อกจัง

ในช่วงเวลาต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาคใต้ของเวียดนาม จากที่เคยเป็นแหล่งปลูกข้าวและเกษตรกรรมอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ ก็ได้มีพ่อค้าชาวจีน เจ้าของโรงสีข้าว ช่างฝืมือต่างๆ คนงานจากที่อื่นเข้ามาตั้งโรงงาน มีการผลิตโดยเครื่องจักรซึ่งเป็นวิถีใหม่ที่ขแมร์กรอมไม่คุ้นเคยและปรับตัวไม่ทัน ทั้งนี้เพราะชำนาญแต่การทำนาปลูกข้าว ช่วงเวลานี้ ขแมร์กรอมจึงกลายเป็นชาวนาที่ยากจนขึ้น ในขณะที่คนเวียดนามในพื้นที่ทำงานให้กับรัฐบาล ส่วนคนจีนก็ทำการค้า

หลังจากที่เวียดนามรวมประเทศในปี ค.ศ.1975 ขแมร์กรอมที่อาศัยอยู่ตามชายแดนเวียดนาม-กัมพูชาจำนวนไม่น้อยถูกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดซ๊อกจังและจ่าวิงห์ เป็นต้น ทำให้ในปัจจุบันมีชาวขแมร์อาศัยอยู่ในสองจังหวัดนี้มากกว่าที่จังหวัดอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ตราบจนทุกวันนี้ ขแมร์กรอมกลับไม่ได้รับความไว้ใจจากรัฐบาลกัมพูชาและยังอยู่ภายใต้การสอดส่องดูแลของรัฐบาลเวียดนาม

เมื่อเดินทางไปยังที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง เราจะเห็นพระสงฆ์และวัดขแมร์ซึ่งเป็นวัดพุทธเถรวาท หลายแห่งในจังหวัดหลายจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ซ๊อกจัง จ่าวิงห์ หรือแม้แต่เกิ่นเธอ อานยาง ซึ่งอานยางนี้มีพื้นที่ติดกับชายแดนกัมพูชา นอกจากนี้ เรายังพบเห็นวัดขแมร์เถรวาทในจังหวัดบากเลียวซึ่งอยู่ริมทะเลจีนใต้ และอยู่ห่างจากชายแดนเวียดนาม-กัมพูชา ศาสนาพุทธและวัดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการฝังรากลึกทางวัฒนธรรมขแมร์บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

ตามข้อมูลของฝ่ายกัมพูชาร้อยละ 99 ของขแมร์กรอมนับถือศาสนาพุทธเถรวาท

บนพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีวัดขแมร์อยู่ประมาณ 140 วัด วัดของชาวเหวียต หรือ กิงห์ประมาณ 40 วัด วัดจีน 5 วัด โบสถ์คริสต์ไม่น้อยกว่า 14 แห่ง และมัสยิดหลายแห่ง

จังหวัดจ่าวิงห์มีจำนวนวัดขแมร์พุทธเถรวาทมากที่สุด และมีวัดขแมร์ที่เก่าแก่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ชื่อว่า วัดเอิง (Chùa Âng) มีชื่อขแมร์ว่า วัดอังกอร์ราชบอเรย์ (Angkorajaborei) ซึ่งได้รับการปฏิสังขรณ์ในปี ค.ศ.1842 และเป็นวัดขแมร์ที่เก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งในเวียดนาม

ชาวขแมร์กรอมในปัจจุบัน ยังคงรักษาธรรมเนียม พิธี งานบุญในชีวิตประจำวัน ในวันสำคัญทางศาสนาที่วัด อันสะท้อนให้เห็นถึงรากทางวัฒนธรรมขแมร์อันเก่าแก่ในพื้นที่นี้ และที่จ่าวิงห์ก็ยังปรากฏชุมชนชาวจีน ซึ่งชุมชนชาวจีนนี้ มีจำนวนไม่มากในจังหวัดบนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ ทั้งจังหวัดจ่าวิงห์
และจังหวัดซ๊อกจังยังมีทั้งพิพิธภัณฑ์ขแมร์ที่แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานอันยาวนานของชาวขแมร์ในภาคใต้ของเวียดนาม

ในโอกาสออกพรรษาในช่วงปลายตุลาคมนี้ ขแมร์กรอมในจังหวัดบนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงก็จะมีงานบุญเช่นกัน และจากนั้น ก็จะมีงานกฐิน ซึ่งไม่ต่างจากงานบุญกฐินที่จัดขึ้นในกัมพูชา ลาว ไทย เป็นต้น

ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มิได้มีความหลากหลายแต่เพียงทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ดังเช่น ขแมร์กรอมดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ยังคงมีความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ อารยธรรมวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น อ๊กแอว (Óc Eo) หรือ ที่ไทยเรียกว่า ออกแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1 วัฒนธรรมอ๊กแอวนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟูนาน (Funan) ซึ่งเชื่อมโยงเผยแผ่ไปในพื้นที่ในกัมพูชาในปัจจุบัน เช่น ที่อังกอร์ บอเรย์ (Angkor Borei) ในจังหวัดตะแก้ว ซึ่งเชื่อว่าในอดีตเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรฟูนาน เป็นต้น การเข้าถึงพื้นที่อังกอร์ บอเรย์ มิได้ยากเย็นดังเช่นเมื่อ 15 ปีก่อน และที่สำคัญพิพิธภัณฑ์ที่อังกอร์ บอเรย์แม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแต่ก็เป็นสถานที่ที่น่าเยี่ยมชมและศึกษายิ่ง

การคมนาคมขนส่งและระบบสาธารณูปโภคในปัจจุบัน ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาสะพานข้ามแม่น้ำสายใหญ่ได้เกิดขึ้นหลายจังหวัด ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น เอื้ออำนวยต่อการไปมาหาสู่ของประชาชนและเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม (Cultural Connectivity) ในอนุภูมิภาค และการท่องเที่ยวทั้งบนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงในเวียดนามและระหว่างพื้นที่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงในเวียดนามกับกัมพูชา และสามารถเชื่อมต่อจังหวัดตราด จันทบุรีของไทยด้วยเส้นทางบกได้อย่างง่ายดาย