ก่อนการเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐ คาดกันว่าเวลา 2 ปีที่ผ่านมาการบริหารงานของโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่เป็นที่พอใจของอเมริกันชน จะต้องมีผู้สมัครของพรรครีพับลิกันสอบตก
ผลปรากฏเป็นไปตามความคาดหมาย พรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันจึงสิ้นสุดการเป็นเสียงข้างมาก ที่ครองมาตั้งแต่ 2010
ประเด็นที่อเมริกันชนผิดหวังคือ รีพับลิกันกลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นในวุฒิสภาจากรัฐมิสซูรี อินเดียนา และนอร์ทดาโกตา เป็นเหตุให้แชมป์เก่าของเดโมแครตต้องสอบตกหลายคน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีสมัยแรกในอดีต ผลการเลือกตั้งมิดเทอมของรีพับลิกันในครั้งนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ฉะนั้นการที่ทรัมป์ได้บอกกับสื่อว่า รีพับลิกันเป็นผู้ชนะนั้น
มิใช่เป็นการคุยโวโอ้อวดที่เกินกว่าความเป็นจริง
การเลือกตั้งของสหรัฐถูกออกแบบด้วยระบบป้องกัน “ความเขื่อง” ของประธานาธิบดีและของพรรค หลังเลือกตั้งประธานาธิบดี 2 ปี มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดและวุฒิสมาชิกส่วนหนึ่งเพื่อให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างประธานาธิบดีกับพรรคการเมือง
ย้อนหลังมองอดีต การเลือกตั้งมิดเทอมสมัยแรกปี 1994 ของ “บิล คลินตัน” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดโมแครตหายไป 54 ที่นั่ง จึงกลายเป็นเสียงข้างน้อย ในขณะที่ปี 2010 ของ “บารัค โอบามา” หลุดไป 63 ที่นั่ง ก็กลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน
เมื่อรีพับลิกันลดลงไป 30 ที่นั่ง จึงต้องถือว่าดีกว่าเดโมแครตทั้ง 2 ครั้ง
ส่วนเรื่องที่พรรครัฐบาลได้จำนวนวุฒิสมาชิกเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งมิดเทอมนั้น มีเพียง 3 ครั้งในรอบ 100 ปี ของประวัติศาสตร์อเมริกัน
บัดนี้ พรรคเดโมแครตครองอำนาจสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันครองอำนาจวุฒิสภา
สภาผู้แทนราษฎรนั้นมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้าราชการทำเนียบขาว และสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าให้ปากคำหรือส่งมอบเอกสารให้ตรวจสอบ
เด่นชัดยิ่งว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จะต้องถูกตรวจสอบในหลายเรื่องด้วยกัน
การที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ย่อมมีแนวโน้มผลักดันให้การเมืองเป็นขวาจัด
ประธานาธิบดีย่อมมีสิทธิเสนอชื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาโดยผ่านมติของวุฒิสภา
ฉะนั้น เมื่อรีพับลิกันควบคุมทำเนียบขาวและวุฒิสภา พวกเขาก็สามารถบรรจุบรรดาข้าราชการฝ่ายอนุรักษนิยมเข้าไปดำรงตำแหน่งที่สำคัญในทางตุลาการตามอำเภอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุดตลอดชีพนั้น ย่อมเป็นสิทธิของประธานาธิบดีตามกฎหมาย
เมื่อผู้ทำหน้าที่ตุลาการมีจำนวนเป็นเสียงข้างมาก การยกเลิกสิทธิการทำแท้งและนโยบายที่ไม่เห็นด้วย เป็นความฝันของฝ่ายอนุรักษนิยมมาเป็นเวลานานแล้ว
การที่สภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ในมือของพรรคฝ่ายค้าน ก็มิได้หมายความว่าการบริหารราชการจะยากลำบากไปทั้งหมด เพราะถือกันว่ารีพับลิกันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เช่น “โรนัลด์ เรแกน” อยู่ 8 ปี ท่ามกลางการครองเสียงข้างมากของเดโมแครต ก็ยังไปรอด
“บิล คลินตัน” อยู่ 8 ปี แม้ 6 ปี เสมือนลูกไก่ในกำมือของรีพับลิกัน แต่ก็ไม่มีอุปสรรคมากนัก และสามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้หลายฉบับ เช่น การปฏิรูปสวัสดิการ เป็นต้น
การที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะผลักดันนโยบายของเขาให้บรรลุเป้าหมายนั้น สามารถอาศัยรูปแบบการลงนามใน “คำสั่งบริหาร” ของประธานาธิบดี
กรณีละม้ายกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 44 แตกต่างกันที่ฝ่ายหนึ่งมาจากการ “เลือกตั้ง” อีกฝ่ายหนึ่งมาจากการ “ยึดอำนาจ”
สมัย “บารัค โอบามา” หลังจากที่รีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เขาก็ได้บริหารประเทศด้วยการอาศัยคำสั่งดังกล่าว แต่การบริหารในรูปแบบเช่นนี้ก็มีช่องว่างคือ เมื่อประธานาธิบดีคนถัดไปขึ้นมา เขาก็มีสิทธิยกเลิกคำสั่งบริหารของคนก่อน เช่น
พลันที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่งก็ได้ออก “คำสั่งบริหาร” หลายฉบับ เพื่อยกเลิกคำสั่งของ “บารัค โอบามา” อันเกี่ยวกับการห้ามขุดเจาะน้ำมันที่ขั้วโลกเหนือ ตลอดจนการควบคุมองค์กรการเงินการคลังรวมหลายฉบับ
ความจริง เมื่อทรัมป์แรกเริ่มขึ้นดำรงตำแหน่ง รีพับลิกันก็ครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งมีนโยบายที่เป็นภัยมากมาย เช่น ห้ามประชาชนในประเทศอิสลามเข้าสหรัฐ การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นระลอกและทำสงครามการค้ากับจีน ก็ต้องผ่านการพิจารณาและกระบวนการร่างกฎหมายของทั้งสองสภาอย่างละเอียดรอบคอบเป็นเวลายาวนาน กว่าจะออกมาเป็นกฎหมาย
ในยามที่รีพับลิกันกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทรัมป์ก็คงต้องเซ็น “คำสั่งบริหาร” มากขึ้น เพื่อผลักดันให้นโยบายของเขาให้เดินหน้าต่อไป แต่ในที่สุดก็ต้องผ่านการพิจารณาและร่างกฎหมายของทั้งสองสภาเช่นเดียวกัน
เมื่อแรกขึ้นดำรงตำแหน่ง รีพับลิกันได้นำร่างกฎหมายการลดภาษีเข้าสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา และออกเป็นกฎหมายได้สำเร็จ
รีพับลิกันให้คำมั่นว่า ถ้าผลการเลือกตั้งมิดเทอมออกมา ปรากฏยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะผลักดันให้มีการลดภาษีอีกรอบหนึ่ง
แต่วันนี้รีพับลิกันมิได้ครองเสียงข้างมาก อีกประการหนึ่ง เดโมแครตไม่เห็นพ้องกับมาตรการปรับลดภาษีของรีพับลิกันมาโดยตลอด เพราะเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และคนรวยเท่านั้น แต่มีโทษต่อความสมบูรณ์ของระบบการคลัง ฉะนั้นจึงยาก
นอกจากนี้ รีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาเป็นเวลา 8 ปี โดยได้ยืนยันมาตลอดว่า จะยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปการรักษาพยาบาลของ “บารัค โอบามา” ตั้งแต่ 2010 นั้น จนบัดนี้ความสำเร็จก็ยังไม่ปรากฏ และยิ่งมองไม่เห็นโอกาสที่จะสำเร็จ
ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า พรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากในสภา ก็ไม่สามารถนำนโยบายใหม่ออกมาให้สภาพิจารณาผ่านเป็นกฎหมายได้ เช่น
ปี 1996 “บิล คลินตัน” เจรจากับรีพับลิกันซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา อันเกี่ยวกับการออกกฎหมายปฏิรูปสวัสดิการสังคมก็ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการทำงานของทรัมป์ในสภาผู้แทนราษฎรคงมีความลำบากมากขึ้น เพราะทั้งสองพรรคมีความเห็นแตกต่างในหลายประเด็น จะง่ายก็คงมีอยู่ประเด็นเดียวคือ
การสกัดจีนแผ่นดินใหญ่และสนับสนุนจีนไต้หวัน เมื่อไม่นานมานี้ รัฐสภาสหรัฐได้เมินต่อการประท้วงของจีนแผ่นดินใหญ่อันเกี่ยวกับกฎหมายที่สนับสนุนไต้หวัน รวมทั้งกฎหมายข้าราชการระดับสูงเยือนไต้หวันที่เรียกว่า “กฎหมายท่องเที่ยวไต้หวัน” และยกระดับการสนับสนุนกิจกรรมทางการทหารของไต้หวัน ผลักดันการร่วมกันซ้อมรบสหรัฐ-ไต้หวัน ตลอดจนกฎหมายจำกัดการลงทุนของจีนในสหรัฐ ล้วนได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากเดโมแครตและรีพับลิกัน และมีมติเป็นเอกฉันท์
การที่ทรัมป์จะผ่านกฎหมายต่อต้านหรือสกัดประเทศจีนในสภานั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ไม่น่าจะมีอุปสรรค เพราะเป็นเจตนารมณ์ของสองพรรคอยู่แล้ว คือ
“ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกวาระหนึ่ง” (Make America Great Again)
สรุปโดยรวมผลการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อรีพับลิกันมากนัก การที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะได้ทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมการทำงานแบบมุทะลุของทรัมป์ น่าจะเป็นผลดีต่อสหรัฐอเมริกาและอเมริกันชน
ประเทศจีนต่างหากที่จะกลายเป็นเหยื่อ เพราะ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลับมีดไว้เตรียมเชือดแล้ว
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

